นักวิชาการ ชี้ “บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า” ภัยเงียบที่บั่นทอนสุขภาพประชาชนและเศรษฐกิจประเทศ เสนอให้ใช้มาตรการบังคับกฎหมายอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม เพื่อสกัดวงจรการค้าผิดกฎหมายและร่วมกันสร้างสังคมปลอดบุหรี่ผิดกฎหมาย
บุหรี่เถื่อนภัยร้ายรุกรานสังคมไทย ในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว พบเห็นการจับกุมบุหรี่เถื่อนมากมาย ตั้งแต่ปฏิบัติการที่เจ้าหน้าที่สรรพสามิตภาคที่ 9 แกะรอยออนไลน์ บุกยึดบุหรี่เถื่อนนำเข้ากว่า 70,000 ซอง ราคาค่าปรับราว 42 ล้านบาท ภายในศูนย์คัดแยกและกระจายสินค้า ไปรษณีย์หาดใหญ่ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ก่อนขยายผลเข้าตรวจยึดเพิ่มจากบริษัทขนส่งเอกชนใน ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ได้ของกลางบุหรี่เถื่อนอีก 4,580 ซอง มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท ประมาณการภาษีที่เลี่ยงประมาณ 290,000 บาท เช่นเดียวกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ได้จับกุมผู้ต้องหาที่เปิดร้านขายทิชชูบังหน้า ลักลอบค้าบุหรี่เถื่อน พร้อมกลางกว่า 12,000 ซอง ในเขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร
ผศ.ดร.วศิน ศิวสฤษดิ์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นหัวหน้าโครงการศึกษาวิจัยสถานการณ์ค่าใช้จ่ายในการสูบบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า และพฤติกรรมการสูบ ในพื้นที่ 19 จังหวัด เปิดเผยว่า การจับกุมบุหรี่เถื่อนของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการตรวจสอบสินค้าผิดกฎหมายอย่างครบวงจร พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาร่วมประเมินความเสี่ยงและติดตามสินค้า ทำให้การปราบปรามมีความแม่นยำ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางการขนส่ง จุดรวมสินค้า จนถึงปลายทางการจำหน่าย โดยมุ่งเน้นตัดวงจรห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ จนนำมาสู่การปราบปรามครั้งใหญ่ ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการขยายตัวของตลาดบุหรี่ผิดกฎหมายอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อรายได้ภาษีของรัฐ การแข่งขันทางธุรกิจ เสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และความปลอดภัยของผู้บริโภค ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเดินหน้าปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งกรมสรรพสามิตที่ดูแลเรื่องภาษี ตำรวจผู้บังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ถูกใช้เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย เพื่อให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับปี 2569 คาดว่าบุหรี่เถื่อนยังคงแพร่ระบาดต่อเนื่องจากปีก่อน เนื่องจากการปราบปรามไม่ต่อเนื่อง ทำให้การลักลอบขายบุหรี่เถื่อนยังคงพบเห็นได้หลายรูปแบบ ทั้งการส่งแบบ Drop-off, ร้านค้าแฝง และผ่านช่องทางออนไลน์ หากเจ้าหน้าที่เข้มงวดกวดขันอย่างจริงจัง การระบาดก็จะลดลง อย่างไรก็ตาม หากขาดความต่อเนื่องในการปราบปราม บุหรี่เถื่อนก็จะหวนกลับมาแพร่หลายอีกครั้ง รัฐจึงต้องยกระดับมาตรการเชิงระบบควบคู่กับไปกับการปราบปรามที่เข้มข้นและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อตัดวงจรห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญการขยายตัวของตลาดบุหรี่เถื่อนอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อรายได้ภาษีของรัฐ การแข่งขันทางธุรกิจ และความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยรัฐสูญเสียรายได้ภาษีสรรพสามิตกว่า 10,000-20,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 20% ของการบริโภคทั้งหมด ขณะเดียวกันยังต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้นจากผู้สูบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานและผู้สูงวัยที่เลือกบุหรี่ราคาถูกที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งรัฐบาลควรพิจารณาเรื่องปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ที่เหมาะสมจะช่วยลดช่องว่างราคาที่ทำให้บุหรี่เถื่อนยังคงแพร่ระบาด รวมทั้งสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ และเพิ่มรายได้ภาษีให้รัฐอย่างต่อเนื่อง
ผศ.ดร.วศิน ศิวสฤษดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากบุหรี่เถื่อนที่สร้างปัญหาในสังคมไทยแล้ว บุหรี่ไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและขยายตัวอย่างก้าวกระโดด จนกลายเป็นภัยร้ายแรงต่อสุขภาพประชาชนทั่วประเทศ โดยแนวโน้มปี 2569 บุหรี่ไฟฟ้ายังคงหมุนเวียนในตลาดมืดจำนวนมาก เพราะเข้าถึงได้ง่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนวิธีขายและการส่งสินค้าเพื่อหลบเลี่ยงการจับกุม อีกทั้งยังพัฒนารูปลักษณ์ทันสมัยเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงาน ทำให้ถูกมองว่าปลอดภัยและปราบปรามได้ยากขึ้น
โดยเห็นว่าการนำระบบ KYC (Know Your Customer) มาใช้เพื่อยืนยันตัวตนของผู้ก่อนทำธุรกรรมออนไลน์ จะช่วยป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงการซื้อได้ง่าย ๆ อีกทั้งยังช่วยให้เจ้าหน้าที่ติดตามเครือข่ายการจำหน่ายผิดกฎหมายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยี AI ตรวจจับพฤติกรรมการโฆษณาและการซื้อขายบนโลกออนไลน์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตามรอยและสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าได้รวดเร็วขึ้น ตลอดจนการติดตามระบบโลจิสติกส์เพื่อควบคุมเส้นทางการขนส่งตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพราะเมื่อระบบขนส่งถูกควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มงวด ก็จะช่วยลดการแพร่กระจายของบุหรี่ไฟฟ้าที่ผิดกฎหมายได้ดียิ่งขึ้น ถือเป็นแนวทางเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามที่เข้ากับพฤติกรรมการค้าผิดกฎหมายในยุคดิจิทัล
ผศ.ดร.วศิน ศิวสฤษดิ์ เห็นว่า การแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าไม่ควรถูกตีกรอบเรื่องการบังคับใช้กฎหมายการตรวจสอบ การป้องกันและการปราบปราม แต่ควรนำใช้แนวคิด “เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม” มาใช้ควบคู่กัน เพื่อปรับทัศนคติและพฤติกรรมของเยาวชน ผ่านการสื่อสารรณรงค์ที่เปลี่ยนกรอบความคิด เช่น “สูบเท่ากับไม่เท่” หรือ “สูบเท่ากับเห็นแก่ตัว” ทำให้เยาวชนมองการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเชิงลบมากขึ้น รวมถึงการสร้าง Scarcity โดยทำให้บุหรี่ไฟฟ้ามีราคาสูงจนเข้าถึงได้ยาก นับเป็นการเปลี่ยน perception และลดแรงจูงใจในการสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ การให้ความรู้เรื่องอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็น
“บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่แค่สินค้าผิดกฎหมาย แต่คือภัยที่บั่นทอนสุขภาพ เศรษฐกิจ และอนาคตของชาติ การแก้ปัญหาจึงต้องใช้มาตรการเข้มงวดทางกฎหมายและเทคโนโลยีดิจิทัลควบคู่กับการปรับทัศนคติและพฤติกรรมของสังคม เพราะนี่คือวาระแห่งชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อปกป้องประเทศ”








