การศึกษา

แลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2 สภามหาวิทยาลัย

แชร์ข่าว

รศ. ดร. สุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง "แลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2 สภามหาวิทยาลัย" ความว่า เมื่อวันอังคารที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 08.30–13.00 น. ณ หอประชุมรักตะกนิษฐ์ ชั้น 1 มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้มีการประชุมสภามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (สัญจร) พร้อมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกรรมการสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) การประชุมครั้งนี้นอกจากจะเป็นกิจกรรมตามวาระบริหารทั่วไป (มศว) แล้ว ยังเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อน "บทบาท" ของสภามหาวิทยาลัยยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การแลกเปลี่ยนระหว่างสองสภาฯ ในครั้งนี้มุ่งเน้นสองประเด็นหลัก ได้แก่ แนวคิด "พลเมืองโลก" (Global Citizens) และ "ปัญญาประดิษฐ์" (Artificial Intelligence: AI) โดยมีผู้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำโดย ดร.ชุมพล พรประภา นายกสภามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ ดร.ถนอม อินทรกำเนิด นายกสภามหาวิทยาลัยสวนดุสิต พร้อมด้วยกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้งสองสถาบัน ฝั่ง มศว ประกอบด้วย คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม นางสุรางคณา วายุภาพ และศาสตราจารย์เกียรติคุณ
ดร.เภสัชกรณรงค์ สาริสุต ส่วนฝั่ง มสด. ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ศิโรจน์ ผลพันธิน และศาสตราจารย์ ดร.บุญเรียง ขจรศิลป์

แนวคิดเรื่อง "พลเมืองโลก" (Global Citizens) ถูกหยิบยกขึ้นในฐานะเป้าหมายสำคัญของการพัฒนานักศึกษา โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสามารถทางภาษาหรือการเปิดประสบการณ์ต่างประเทศ แต่ครอบคลุมถึงการมีกรอบความคิดแบบสากล ความเข้าใจและเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม ตลอดจนความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสันติในสังคมที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจจากการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ คือการตั้งคำถามว่า “มหาวิทยาลัยควรสอนความเป็นพลเมืองโลกอย่างไร” หรือแท้จริงแล้วควร “สร้างสภาพแวดล้อม” ที่เอื้อต่อการเติบโตสู่ความเป็นพลเมืองโลกมากกว่า ยุคที่นักศึกษาสามารถเชื่อมต่อกับคนทั่วโลกผ่านเทคโนโลยีได้อยู่แล้ว สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องเติมเต็มนอกเหนือจากความรู้ก็คือ “โครงสร้างความคิด” และ “ประสบการณ์ชีวิต” ที่ทำให้การเป็นพลเมืองโลกมีความลึกซึ้งและมีความหมาย

สภามหาวิทยาลัยต้องทำหน้าที่กำหนดนโยบายที่ทำให้การสร้าง "พลเมืองโลก" เป็นรูปธรรม อาทิ การส่งเสริมหลักสูตรนานาชาติ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับต่างประเทศ หรือการออกแบบการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เผชิญกับความหลากหลายของโลก

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างเข้มข้น คือบทบาทของ AI ในการศึกษา ที่ประชุมมีความเห็นพ้องกันว่า AI ควรถูกมองในฐานะ "เครื่องมือช่วย" การทำงานหรือช่วยเรียนรู้มากกว่า "ผู้กำหนดทิศทาง" และที่สำคัญการเรียนรู้เรื่อง AI ต้องดำเนินควบคู่ไปกับการพัฒนาวิจารณญาณและจริยธรรม

สิ่งที่ผู้ทรงคุณวุฒิต่างเน้นย้ำคือ การใช้ AI ที่ขาดการไตร่ตรองอาจนำไปสู่ปัญหาหลายด้าน ทั้งข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป และการขยายตัวของความเหลื่อมล้ำในสังคม การศึกษาต้องไม่สอนเพียงให้ใช้ AI เป็น แต่ต้องสอนให้
"รู้เท่าทัน AI" ด้วย รวมถึงการขยายการเรียนรู้ AI เฉพาะทางในวิชาชีพต่าง ๆ เช่น แพทย์ เภสัชกร กฎหมาย และวิศวกรรม

สภามหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในการ "รักษาสมดุล" ระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีและการธำรงคุณค่าความเป็นมนุษย์ นโยบายด้าน AI ต้องครอบคลุมทั้งทักษะทางเทคนิค การปลูกฝังจริยธรรม และการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ

เมื่อพิจารณาทั้งสองประเด็นร่วมกัน จะเห็นได้ชัดว่าความเป็นพลเมืองโลกและการใช้ AI ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ พลเมืองโลกคือผู้ที่มีความเข้าใจโลก มีจริยธรรม และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ขณะที่ AI คือเครื่องมือที่ช่วยให้มนุษย์ทำงานและแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนานักศึกษายุคนี้ต้องมุ่งสร้างคนที่ใช้เทคโนโลยีได้อย่างชาญฉลาด ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นอีกด้านหนึ่ง คือ "ความเหลื่อมล้ำทางสังคม" ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มหาวิทยาลัยไม่ควรละเลย แม้นักศึกษาจะมีพื้นฐานชีวิตที่แตกต่างกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร แต่การสร้าง "พลเมืองโลก" และการเรียนรู้ AI ต้องไม่จำกัดอยู่กับคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่ต้องเป็นโอกาสที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

บทบาทของมหาวิทยาลัยต้องขยายสู่การเป็น "พื้นที่แห่งโอกาส" ที่ช่วยยกระดับศักยภาพของผู้เรียนทุกคน ไม่ว่าจะมาจากพื้นฐานใด การออกแบบหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ต้องคำนึงถึงความหลากหลายของผู้เรียน และสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการพัฒนาอย่างรอบด้านทั้งวิชาการ ทักษะชีวิต และคุณธรรม

การประชุมครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสภามหาวิทยาลัยในฐานะ "พื้นที่เชื่อมโยงเครือข่าย" ระหว่างสถาบัน การแลกเปลี่ยนระหว่างผู้บริหารและกรรมการสภาจากทั้งสองมหาวิทยาลัยที่ก่อให้เกิดแนวคิดและเปิดโอกาสสู่ความร่วมมือ เชิงนโยบายและการพัฒนาการศึกษาในมิติอื่น ๆ ต่อไป

สำหรับสิ่งที่การประชุมสองสภาฯในครั้งนี้ตอกย้ำชัดเจนคือ คำถามพื้นฐานที่สุดของการศึกษาว่า "มหาวิทยาลัยกำลังสร้างคนแบบใด?" ในโลกที่ความรู้เข้าถึงได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว และความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่การมีข้อมูลมากกว่า แต่อยู่ที่การ "ใช้ข้อมูลอย่างมีความหมาย"

บทบาทของสภามหาวิทยาลัยยุคปัจจุบันขยายขอบเขตไปไกลกว่าการกำกับดูแลเชิงบริหาร สู่การเป็น "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง" ที่มองอนาคต เข้าใจบริบทโลก และกล้ากำหนดทิศทางให้กับการศึกษา เพราะในโลกที่ทั้ง "มนุษย์" และ "ปัญญาประดิษฐ์" ต้องก้าวเดินไปพร้อมกัน สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องสร้างคือ "สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องสร้างคือ 'คน' ที่มีความรู้ เข้าใจโลก ใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีคุณค่า" และสภามหาวิทยาลัยคือกลไกสำคัญที่จะทำให้ภารกิจนี้เกิดขึ้นได้จริง ๆ ครับ...

แชร์ข่าว