มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดงาน “DPU OPEN HOUSE 2026” ภายใต้แนวคิด “ปลุกพลังความเป็นที่ 1 ในตัวคุณ” ระหว่างวันที่ 3–4 เมษายน 2569 ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยเปิดพื้นที่ให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ได้เข้ามาค้นหาตัวตนและสำรวจเส้นทางอนาคต ผ่านรูปแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงโลกการศึกษากับโลกอาชีพจริง โดยภายในงานแบ่งออกเป็น 5 Clusters ครอบคลุมหลากหลายสาขาวิชา เพื่อตอบโจทย์ความสนใจที่แตกต่าง และช่วยให้ผู้เข้าร่วมมองเห็นภาพเส้นทางการเรียนและการทำงานในอนาคตได้มากยิ่งขึ้น
ภายในงานถูกออกแบบให้นักเรียนและผู้ปกครองได้ร่วมกันวางแผนชีวิตผ่านประสบการณ์จริง ทั้งการทดลองเรียน การพูดคุยกับคณาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญ ที่คอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดแรงงาน และทักษะที่จำเป็น โดยไฮไลต์สำคัญของงานคือ กลุ่ม WELLNESS+ ที่รวม 7วิทยาลัยและคณะ ด้านสุขภาพของมหาวิทยาลัย ได้แก่ วิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ, วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส, วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์, วิทยาลัยทัศนมาตรศาสตร์, คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาสุขภาพ, คณะเทคนิคการแพทย์ และคณะกายภาพบำบัด ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ภาพรวมของอุตสาหกรรมสุขภาพยุคใหม่ ทั้งในมิติการแพทย์ การดูแลสุขภาพอย่างรอบด้าน และโอกาสทางอาชีพที่เติบโต
• DPU ปักหมุด Health Science รับสังคมสูงวัยและ Wellness Economy
ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ สายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า การจัดงาน OPEN HOUSE ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการค้นหา พัฒนา และยกระดับศักยภาพนักศึกษา ให้สอดคล้องกับพลวัตของโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะบริบทของ สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และการเติบโตของ อุตสาหกรรมสุขภาพ (Wellness & Health Economy) ซึ่งกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจสำคัญของประเทศในอนาคต
“DPU มุ่งพัฒนาทุนมนุษย์ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพให้มีทั้งองค์ความรู้และความสามารถในการบูรณาการศาสตร์ร่วมกับนวัตกรรม เพื่อร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพสู่ความยั่งยืน” ผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ สายงานวิชาการ DPU กล่าว
มหาวิทยาลัยได้บูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาการชะลอวัย (Longevity Science)เข้าไปในโครงสร้างหลักสูตร ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของ Value Chain ด้านสุขภาพ โดยเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่าง วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ คณะเทคนิคการแพทย์ และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงลึก (Precision Health) อาทิ การตรวจวิเคราะห์ระดับยีน (Genomics) และเทโลเมียร์(Telomere Biology) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการออกแบบการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Healthcare)
ขณะเดียวกัน ยังได้ต่อยอดองค์ความรู้สู่ศาสตร์ด้าน วิทยาศาสตร์การกีฬา (Sports Science) ในคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาสุขภาพ เพื่อพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีสมรรถนะในระดับสากล สามารถทำหน้าที่เป็น Professional Personal Trainer ที่มีความสามารถในการออกแบบโปรแกรมสุขภาพ โภชนาการ และการฟื้นฟูร่างกายอย่างแม่นยำ บนฐานข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับการบูรณาการ การแพทย์แผนไทย (Thai Traditional Medicine) ซึ่งเป็นภูมิปัญญาเชิงอัตลักษณ์ของประเทศ เข้ากับองค์ความรู้สมัยใหม่ ทั้งในมิติของผลิตภัณฑ์สมุนไพร การบริการสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Care) และการพัฒนาเชิงอุตสาหกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยกระดับสู่การเป็น Soft Power ด้านสุขภาพของประเทศไทยในเวทีโลก
ดร.พีระยุทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการก้าวสู่การเป็น “ผู้นำด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและนวัตกรรมสุขภาพ (Leader in Health Science & Wellness Innovation)” โดยพัฒนาหลักสูตรที่ครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ ระดับวิชาชีพ ไปจนถึงระดับผู้บริหารและผู้ประกอบการ ทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก นอกจากนี้มหาวิทยาลัยได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับโรงพยาบาล สถานประกอบการด้านสุขภาพ และภาคเอกชนชั้นนำ เพื่อร่วมออกแบบหลักสูตร (Co-creation) และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง (Work-integrated Learning) ส่งผลให้บัณฑิตมีทั้งสมรรถนะเชิงวิชาการและทักษะเชิงปฏิบัติ สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีศักยภาพ และต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
“DPU ไม่ได้มุ่งเพียงผลิตบัณฑิต แต่เรามุ่งสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงในระบบสุขภาพ ที่สามารถเชื่อมโยง วิทยาศาสตร์ ธุรกิจ และนวัตกรรม เข้าด้วยกันอย่างมีคุณค่า”ผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ สายงานวิชาการ DPU กล่าวทิ้งท้าย
• ปั้นนักกายภาพบำบัด “ครบเครื่อง” ทั้งวิชาชีพและธุรกิจ
ด้าน ดร.กภ.เบญจมาภรณ์ หาญเจริญกุล คณบดีคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์กล่าวว่า หลักสูตรกายภาพบำบัดของมหาวิทยาลัยได้รับการรับรองจากสภาวิชาชีพอย่างถูกต้อง ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาตามมาตรฐานอย่างครบถ้วน ทั้งด้านองค์ความรู้และทักษะการปฏิบัติ สามารถเทียบเคียงกับสถาบันชั้นนำ และมีความพร้อมเข้าสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา พร้อมกันนี้ หลักสูตรยังโดดเด่นด้วยการบูรณาการ “ทักษะผู้ประกอบการ” เข้าไว้ในกระบวนการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถต่อยอดสู่อาชีพอิสระ การเปิดคลินิก หรือสร้างธุรกิจด้านสุขภาพของตนเองได้
โดยโครงสร้างการเรียนรู้ถูกออกแบบอย่างเป็นระบบตลอด 4 ปี โดยชั้นปีที่ 1 เน้นการปูพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และวิชาชีพกายภาพบำบัด รวมถึงกายวิภาคศาสตร์จากการเรียนกับร่างอาจารย์ใหญ่จริง และแนวคิดผู้ประกอบการเบื้องต้น ชั้นปีที่ 2 มุ่งพัฒนาทักษะการตรวจประเมินและเทคนิคการรักษาภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของอาจารย์ ชั้นปีที่ 3 เน้นการบูรณาการองค์ความรู้สู่กรณีศึกษาจริงในสาขาความเชี่ยวชาญต่าง ๆ ควบคู่กับการฝึกประสบการณ์ในสถานพยาบาล เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่การเป็นนักกายภาพบำบัดในชั้นปีที่ 4
ขณะเดียวกัน คณะยังจัดให้มี “คลินิกต้นแบบ” เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้การทำงานจริงตั้งแต่กระบวนการวางแผนจัดตั้ง การบริหารจัดการ ไปจนถึงการให้บริการผู้ป่วยในบริบทของคลินิกเอกชน พร้อมฝึกใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ฟื้นฟู และเทคโนโลยีทางกายภาพบำบัดที่ทันสมัยภายในห้องเรียนที่ได้มาตรฐาน ทำให้นักศึกษาเห็นภาพการทำงานจริงอย่างรอบด้าน และสามารถก้าวสู่สายวิชาชีพได้อย่างมั่นใจทั้งในระบบบริการสุขภาพและเส้นทางผู้ประกอบการในอนาคต
• ลงมือเรียนจริง เห็นเส้นทางอาชีพชัดในทุกสาขาสุขภาพ
ในส่วนของ คณะเทคนิคการแพทย์ ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้และทักษะตามมาตรฐานวิชาชีพ ผ่านการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง โดยกิจกรรมเด่นในงาน Open House คือการจำลองกระบวนการ “แยกเชื้อแบคทีเรียให้บริสุทธิ์” ซึ่งเป็นพื้นฐานของงานห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ตั้งแต่การนำตัวอย่างผู้ป่วย เช่น เลือด หรือสารคัดหลั่ง มาเพาะเลี้ยงเชื้อ ไปจนถึงการแยกเชื้อเพื่อนำไปวิเคราะห์ โดยปรับรูปแบบเป็นกิจกรรมง่าย ๆ ผ่านกระดาษและดินสอสี เพื่อให้เข้าใจหลักการได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีการทดลองเจาะเลือดผ่านแขนเทียม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสทักษะเบื้องต้นของวิชาชีพ พร้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนเข้าเยี่ยมชมสถานที่เรียนจริง โดยมีรุ่นพี่พาแนะนำบรรยากาศการเรียนการสอน
ถัดมาที่ วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ จัดการเรียนรู้ในรูปแบบ Workshop ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง ผ่าน 5 กิจกรรมสำคัญ แบ่งเป็น 4 ฐานการเรียนรู้และ 1 กิจกรรมเสริม โดยนักเรียนจะได้ทดลองทักษะพื้นฐานของวิชาชีพพยาบาล เช่น การทำแผล การเรียนรู้เกี่ยวกับสมองและโรค การฝึกเย็บแผล การทำ CPR สำหรับเด็ก และการช่วยเหลือผู้ที่สำลักอาหาร ซึ่งสะท้อนภาพการเรียนจริงในหลักสูตรได้ชัดเจน ขณะเดียวกันหลักสูตรยังยึดตามมาตรฐานสภาการพยาบาล เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การสอบใบประกอบวิชาชีพ พร้อมจุดเด่นด้านการบูรณาการการเรียนร่วมกับคณะอื่นและแนวคิดผู้ประกอบการ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนต่อยอดสู่อาชีพได้หลากหลาย ทั้งในโรงพยาบาล ธุรกิจสุขภาพ หรือการทำงานในต่างประเทศ โดยเสริมองค์ความรู้ด้านการแพทย์ทางเลือกและการชะลอวัยตั้งแต่ปีแรก เพื่อพัฒนาทั้งทักษะวิชาชีพและศักยภาพในอนาคตอย่างรอบด้าน
ด้านกิจกรรมของวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ ในปีนี้ออกแบบภายใต้แนวคิด “ค้นหาตัวตน” โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทดลองเรียนรู้ผ่าน 5 ด้าน ได้แก่ โภชนาการ การชะลอวัย เครื่องสำอาง สปา และการออกกำลังกาย เริ่มจากการทำแบบประเมิน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจความสนใจ บุคลิก และแนวทางที่เหมาะกับตนเอง จากนั้นจึงต่อยอดสู่กิจกรรมเชิงประสบการณ์ เช่น การทดลองเลือกกลิ่นที่สอดคล้องกับตัวตนเพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อโรมา ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าร่วมเห็นภาพการนำศาสตร์ด้านสุขภาพและความงามไปประยุกต์ใช้ได้จริง ขณะเดียวกันยังมีการนำผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพมาให้ทดลอง เพื่อสร้างความเข้าใจในมิติของตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์
หลักสูตรถูกออกแบบในรูปแบบ “โมดูล” เพื่อให้นักศึกษาได้ทดลองเรียนรู้ในหลายศาสตร์และค้นหาความถนัดของตนเอง โดยในแต่ละโมดูลผู้เรียนจะได้รับทักษะเฉพาะด้านควบคู่กับ Certificate เพื่อยืนยันความสามารถ เมื่อเรียนต่อเนื่องในโมดูลถัดไปจะได้ต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่ศาสตร์ที่ลึกขึ้น เช่น การชะลอวัยหรือเครื่องสำอาง พร้อมทั้งพัฒนาแนวคิดเชิงธุรกิจไปพร้อมกัน จุดเด่นสำคัญคือการบูรณาการองค์ความรู้ด้านสุขภาพและความงามเข้ากับทักษะผู้ประกอบการ ทำให้นักศึกษาสามารถต่อยอดสู่การทำงานได้หลากหลาย ทั้งในสายวิชาชีพเฉพาะทาง และในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม ซึ่งเป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญของโลก
ขณะที่ วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส นำเสนอ 2 หลักสูตรหลัก ได้แก่ การแพทย์แผนไทย และวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ทั้งการทดลองสารสกัดสมุนไพร การชิมชาเพื่อสุขภาพ การนวด Smart Brain การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร รวมถึงการสร้างสรรค์เครื่องสำอาง เช่น เซรั่ม น้ำหอม และครีมบำรุงด้วยตนเองตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกส่วนผสม จุดเด่นของหลักสูตรคือการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จริงตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ควบคู่กับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ผู้เรียนเห็นภาพการทำงานในอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามได้ชัดเจน และสามารถต่อยอดสู่อาชีพด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ธุรกิจส่วนตัว หรือการทำงานในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับตลาด Wellness ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สำหรับสาย วิทยาศาสตร์การกีฬาและการออกกำลังกาย เป็นหลักสูตรใหม่ที่ออกแบบให้ตอบโจทย์โลกยุคปัจจุบัน โดยบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา สุขภาพ และการออกกำลังกายเข้ากับทักษะการเป็น Personal Trainer อย่างมืออาชีพ นักศึกษาจะได้เรียนทั้ง Anatomy การโค้ช การวิเคราะห์ร่างกาย และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ครอบคลุมตั้งแต่การออกกำลังกาย โภชนาการ ไปจนถึงการเข้าใจไลฟ์สไตล์ของลูกค้า เพื่อให้สามารถออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลได้อย่างแม่นยำ
จุดเด่นของหลักสูตร คือการเรียนรู้ควบคู่ประสบการณ์จริง โดยนักศึกษาจะได้เริ่มฝึกปฏิบัติงานตั้งแต่ชั้นปีที่ 2 ใน Sport Complex ของวิทยาลัย ซึ่งเปิดให้บริการบุคคลทั่วไป ทำให้นักศึกษาได้ทำงานกับลูกค้าจริง ฝึกวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบโปรแกรม และพัฒนาทักษะการสื่อสาร พร้อมทั้งสามารถสร้างรายได้ระหว่างเรียนในฐานะ Junior Trainer อีกทั้งยังมีการสร้าง Community และการสนับสนุนตามความสนใจเฉพาะทาง เพื่อผลักดันศักยภาพของผู้เรียนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้หลักสูตรยังมุ่งพัฒนาทักษะการสื่อสารและการสร้าง Personal Brand ผ่านการทำคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ควบคู่กับการได้รับใบประกาศนียบัตรจาก International Sports Sciences Association (ISSA) ที่ช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือ และเปิดโอกาสสู่การแข่งขันในตลาดแรงงานระดับนานาชาติได้
ปิดท้ายด้วย วิทยาลัยทัศนมาตรศาสตร์ ที่จัดการเรียนการสอนตลอด 6 ปี โดยเริ่มจากพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และระบบการมองเห็น ก่อนต่อยอดสู่การวิเคราะห์ปัญหาทางสายตาและการทำงานในคลินิกจริง พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติงานควบคู่การเรียนตั้งแต่ช่วงปีที่ 4–6 ซึ่งสามารถสร้างรายได้ระหว่างเรียน และได้รับประสบการณ์จากสถานประกอบการจริง โดยมีความร่วมมือกับแว่นท็อปเจริญ หรือ บริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด (มหาชน) ในการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ทำให้ผู้เรียนมีความพร้อมทั้งด้านทักษะวิชาชีพและโอกาสในการมีงานทำทันทีหลังสำเร็จการศึกษา
• ค้นพบศักยภาพตัวเองชัดขึ้น ก่อนตัดสินใจเลือกอนาคต
ขณะที่ นางสาวณัฐสุดา วรรณขาว หรือ “น้องบูม” นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรม DPU OPEN HOUSE ในครั้งนี้ เกิดจากคำแนะนำของรุ่นพี่ หลังจากที่ได้สมัครเรียนไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยตั้งใจใช้โอกาสนี้มาสำรวจความสนใจของตนเองให้มั่นใจก่อนเลือกคณะ ซึ่งเดิมมีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง เนื่องจากชื่นชอบการแต่งหน้าและความงาม และมีเป้าหมายอยากพัฒนาเครื่องสำอางเป็นของตนเองในอนาคต
“เมื่อได้เข้าร่วมกิจกรรมรู้สึกประทับใจกับบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัย ความเป็นกันเองของรุ่นพี่และคณาจารย์ รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การได้พูดคุยกับรุ่นพี่ในสาขาที่สนใจช่วยให้เห็นภาพการเรียนและเส้นทางอาชีพได้ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะหลักสูตรวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางที่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งการพัฒนาเครื่องสำอาง การแต่งหน้า และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้มั่นใจในทางเลือกของตนเองมากขึ้น” นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม กล่าว








