สจล. ร่วมกับ สถาบันทิวาและ 14 องค์กรพันธมิตรเปิดโครงการ SALE to SDGs บูรณาการนวัตกรรมอารยเกษตรและ AI สร้างโมเดลชุมชนสุขยืนยาว พร้อมยกระดับการศึกษาพัฒนาทักษะสู่อนาคต
เมื่อวันที่ 30 มี.ค.69 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระยะเวลา 5 ปี ร่วมกับ สถาบันทิวา (TVA) และ 14 องค์กรภาคีเครือข่ายชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน ประกาศขับเคลื่อนโครงการ SALE to SDGs (Sustainable Agronomy Longevity Ecovillage to Sustainable Development Goals) มุ่งสร้างโมเดลชุมชนสุขยืนยาวตามหลัก "อารยเกษตร" ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ผสานคลังปัญญานวัตกรรม 'สจล.' ผสานความร่วมมือเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ของสถาบันทิวา
รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. เปิดเผยถึงเบื้องลึกของการผนึกกำลังครั้งนี้ว่า "วันนี้ไม่ใช่การเซ็น MOU ทั่วไป แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลหลังจากที่เราได้ทำงานร่วมกับสถาบันทิวามาถึง 5 ปี เรามีเคสที่ลงมือทำจริงและประสบความสำเร็จแล้ว การลงนามครั้งนี้คือการนำเคสเหล่านั้นมาผลักดันเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม"
รศ.ดร.คมสัน เน้นย้ำว่า ช่องโหว่สำคัญที่ผ่านมาคือ ภาควิชาการและชุมชนมักขาดองค์ประกอบด้านการขับเคลื่อนธุรกิจ เช่น ชุมชนสามารถผลิตเกษตรอินทรีย์ได้ แต่ไม่รู้จะจัดการด้านการตลาดหรือการขนส่งอย่างไรให้ไปรอด ความร่วมมือกับสถาบันทิวาและภาคีเครือข่ายที่มีความเชี่ยวชาญในทุกกลุ่มธุรกิจ (Business Unit) จะเข้ามาอุดช่องโหว่นี้ ทำให้เกิดระบบนิเวศ (Ecosystem) แบบครบวงจร ทั้งงานวิจัย อุตสาหกรรม การลงทุน โลจิสติกส์ และการตลาด ซึ่งจะสร้างผลกระทบเชิงบวก (Real Impact) ให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ สจล. ยังเตรียมจัดงาน“ลาดกระบังนิทรรศน์ 69” จะจัดระหว่างวันที่ 24 – 30 สิงหาคม 2569 ณ สจล. เพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และสังคม ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านนวัตกรรมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาในภาคส่วนต่างๆ ต่อไป
ด้าน นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา (TVA) และประธาน TVA Corporation กล่าวเสริมว่า การลงนามครั้งนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง เพราะเป็นการบูรณาการร่วมกันของ "ทุกคณะ" ใน สจล. และ "ทุกองค์กรเครือข่าย" ของสถาบันทิวา เพื่อให้งานบรรลุผลสูงสุด
"สถาบันทิวาได้ทำงานร่วมกับลาดกระบังมา 5 ปีแล้ว เราตั้งเป้าที่จะใช้เวทีใหญ่อย่าง 'งานลาดกระบังนิทรรศน์ 2026' เป็นจุดประกายในการนำเสนอทางออกให้กับประเทศ ท่ามกลางวิกฤตที่โลกกำลังเผชิญ ทั้งภัยสงคราม การดิสรัปต์ของ AI และปัญหาเศรษฐกิจ หากมีการบูรณาการระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาอย่างจริงจัง จะก่อให้เกิดทักษะที่นำไปใช้ได้จริง (Real Skill) ซึ่งเมื่อคนเราพัฒนาตัวเองได้ถูกจุด ทางรอดจากวิกฤตต่างๆ ก็จะตามมา"
นายชยดิฐ กล่าวย้ำว่า หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของความร่วมมือตลอด 5 ปีที่ผ่านมาและกำลังจะถูกยกระดับขึ้น คือโครงการ Grow Longevity Village ซึ่งนี่คือ "ทางออกของประเทศไทย" โดยใช้แนวคิดพื้นฐานคือ Forest, Farm, Food (ป่า ฟาร์ม อาหาร) ผสานเข้ากับจุดแข็งของ สจล. ทั้งด้านวิศวกรรมศาสตร์และด้านเทคโนโลยีเกษตร เพื่อสร้างพื้นที่อยู่อาศัยที่ผู้คนสามารถพักพิงและผลิตอาหารที่ปลอดภัยได้จริง ตอบโจทย์ทั้งผู้ปลูกและความปลอดภัยของผู้บริโภคทั่วไป
การขับเคลื่อนโครงการ SALE to SDGs ครอบคลุมการบูรณาการใน 6 ด้านหลัก ได้แก่
1. ลุยพื้นที่นำร่องสร้างโมเดลชุมชน: เดินหน้าสร้างชุมชนสุขยืนยาวตามหลักอารยเกษตร ในพื้นที่ของสถาบันและพื้นที่เครือข่าย
2. วิจัยและนวัตกรรม 'จากหิ้งสู่ห้าง': พัฒนาองค์ความรู้ครบวงจร ทั้งด้านอายุรเวช เกษตรสมัยใหม่ สถาปัตยกรรม และวิศวกรรมชุมชน โดยใช้ AI สร้าง Smart Ecosystem เป็นโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่ใช้งานได้จริง
3. ปั้นคนรับโลกยุคใหม่ (Reskill, Upskill, Real Skill): ยกระดับการศึกษาผ่านหลักสูตรแห่งอนาคต เช่น AIOT เพื่อเกษตรอินทรีย์ครบวงจร, AI Digital Transformation, และ Longevity Healing Center
4. บริการวิชาการและวิชาชีพเชิงรุก: นำองค์ความรู้ลงพื้นที่ปฏิบัติจริง ร่วมกับภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และสื่อมวลชน พร้อมจัดเสวนาขยายผลความสำเร็จ
5. สร้าง Business-Culture Synergy: เปลี่ยนมรดกทางวัฒนธรรมเป็นสินค้า Soft Power และ Creative Content โดยใช้ สจล. เป็นศูนย์กลางวิจัย ผสานทุนและช่องทางตลาดจากเอกชน
6. สื่อสารความสำเร็จสู่เวทีโลก: เตรียมโชว์โมเดลชุมชนสุขยืนยาวระดับชาติและนานาชาติ ในงานลาดกระบังนิทรรศน์ 2026 และ Thailand Economic Forum
การลงนามครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร คณบดี สจล. ร่วมเป็นสักขีพยานพร้อมกับ 14 องค์กรภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย สถาบันที่ปรึกษาการจัดการแห่งประเทศไทย (IMC Thailand), สถาบัน Ecovillage Transition Asia Institute (ETA), สถาบันพัฒนาเมืองและนโยบายสาธารณะ (CTPI), สถาบัน FKII Thailand (Field for Knowledge Integration and Innovation), สถาบัน FN Academy, บริษัท ทิวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท โกร อีโควิลเลจ จำกัด, บริษัท จีเซเว่น อิงค์ จำกัด, บริษัท เฮดแอนด์ฮาร์ท ครีเอทีฟแอนด์สตราทีจิคโซลูชั่น จำกัด, บริษัท รีบาวด์ จำกัด, บริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด, Cyberplex Solutions Private Limited Company, บริษัท คิงดี อินเตอร์เนชั่นแนล ซอฟต์แวร์ กรุ๊ป จำกัด และบริษัท ซอร์สโค้ด จำกัด
ในช่วงท้าย รศ.ดร.คมสัน ได้ฝากข้อคิดที่น่าสนใจว่า "ในโลกยุควิกฤต หากเรา 'ตั้งสติ' มีความระลึกรู้ถึงปัญหา เราจะสามารถแก้ไขและบรรเทาสิ่งต่างๆ ได้ หากเรามีความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจ ดึงเอาพลังและเครือข่ายมาดูแลซึ่งกันและกัน ยึดหลักความพอดีพอเพียง ก็จะทำให้สังคมน่าอยู่และสามารถผ่านพ้นทุกวิกฤตที่เกิดขึ้นไปได้"
สอดคล้องกับมุมมองของ นายชยดิฐ ที่สรุปถึงหัวใจของความร่วมมือนี้ว่า "การประสานงานระหว่างภาคเอกชนและภาคการศึกษาคือเสาหลักสำคัญ การสร้าง 'สังคมพอดี' คือสังคมที่ไม่มากไปและไม่น้อยไป เป็นสังคมทุนนิยมแบบเกื้อกูลที่มีความแบ่งปัน ซึ่งจะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน หรือที่เราเรียกว่า สังคมสุขพอดี"








