การศึกษา

"ฟินแลนด์" ทุ่มงบปฏิรูปการศึกษา รับความท้าทายใหม่ คุมเข้ม 'สมาร์ทโฟน' คืนสมาธิแก่ผู้เรียน

แชร์ข่าว

ฟินแลนด์ยังคงรักษาสถานะการเป็นดินแดนแห่งการศึกษาในอุดมคติที่ทั่วโลกต่างจับตามอง ด้วยจำนวนประชากรราว 5.6 ล้านคน แต่สามารถสร้างระบบที่ใส่ใจคุณภาพมากกว่าปริมาณและให้ความสำคัญกับการพัฒนามนุษย์

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั่วโลกเกิดปรากฏการณ์ PISA Tourism หรือการหลั่งไหลไปศึกษาดูงานคือการที่นักเรียนฟินแลนด์ทำคะแนนสูงสุดในการทดสอบ PISA ปี 2000 ด้านการอ่าน และติดอันดับต้นๆ ในทุกวิชา กระทั่งปี 2006 จึงครองอันดับ 1 ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ และการอ่าน ส่วนคณิตศาสตร์ได้อันดับ 2 ของโลก (ที่ 1 ไต้หวัน) ซึ่งเป็นการวัดทักษะการประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริง

หัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบนี้โดดเด่นคือ "ความเชื่อใจ" ในตัวครูและโรงเรียน โดยฟินแลนด์มองว่าการศึกษาคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ต้องฟรีตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย รวมถึงอุปกรณ์การเรียนและอาหารกลางวัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างมาตรฐานที่เท่าเทียมกันทุกแห่งจนผู้ปกครองเชื่อมั่นว่าโรงเรียนที่ใกล้ที่สุดคือโรงเรียนที่ดีที่สุดสำหรับลูก

คุณภาพของ "ครู" คือกุญแจดอกสำคัญเนื่องจากอาชีพครูได้รับความเคารพสูงสุดเทียบเท่าแพทย์และนักกฎหมาย โดยผู้ที่จะเป็นครูต้องจบการศึกษาระดับปริญญาโทเป็นอย่างน้อยและผ่านการคัดเลือกที่เข้มงวดซึ่งมีอัตราการรับเพียง 10% จากผู้สมัครราว 8,000-10,000 คนต่อปี

นอกจากนี้ฟินแลนด์ยังใช้ "ศาสตร์แห่งการสอนที่อิงกับงานวิจัย" โดยให้ครูมีอิสระในการออกแบบการเรียนการสอนและการประเมินผลเองโดยไม่มีการตรวจสอบจากภายนอกหรือการสอบวัดมาตรฐานระดับชาติจนกว่าเด็กจะอายุ 16 ปี

แนวคิดการเรียนรู้ยังเน้น "สมดุลชีวิต" โดยมีเวลาเรียนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย OECD ถึง 25% และไม่มีการบ้านที่มากเกินไป เนื่องจากผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยทัวร์คูระบุว่านักเรียนที่มีเวลาพักผ่อนเพียงพอจะมีผลการเรียนที่ดีกว่า

ในมิติของการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ ฟินแลนด์ได้นำรูปแบบ "การเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน" (Phenomenon-based Learning - PhenoBL) มาใช้เพื่อทลายกำแพงระหว่างวิชา โดยให้นักเรียนเรียนรู้ผ่านหัวข้อที่เกิดขึ้นจริงในโลก เช่น ปัญญาประดิษฐ์ หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นความเชื่อมโยงของความรู้รอบด้าน

ขณะเดียวกันสถาปัตยกรรมของโรงเรียนก็ถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่น (Flexible spaces) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สงบและลดปัญหาเสียงรบกวน โดยมีการใช้ผนังกระจกเพื่อช่วยในการดูแลความปลอดภัยและป้องกันการบูลลี่

ปัจจุบันฟินแลนด์กำลังก้าวเข้าสู่ "โปรแกรมเพื่อความเสมอภาคและการป้องกันการเลือกปฏิบัติปี 2025" เพื่อสร้างความปลอดภัยและลดอคติทางเพศ รวมถึงการต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในโรงเรียนอย่างเป็นระบบ

ฟินแลนด์ก็เผชิญความท้าทายจากคะแนน PISA ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2006 จนเริ่มเข้าใกล้ค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD ในการทดสอบรอบปี 2022 รวมถึงปัญหาการใช้ดิจิทัลที่มากเกินไปในกลุ่มเด็กประถมที่ใช้แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนมากเกินความจำเป็น จนส่งผลกระทบต่อทักษะการอ่านและ คุณภาพการนอนหลับที่ลดลงเหลือเฉลี่ยเพียง 7.5 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์สุขภาพที่เหมาะสมคือ 8-10 ชั่วโมง

รัฐบาลจึงเร่งแก้ปัญหาด้วยการตั้งวิสัยทัศน์การศึกษาปี 2045 และเพิ่มงบประมาณถาวรปีละ 100 ล้านยูโร เพื่อปฏิรูประบบการสนับสนุนการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับปฐมวัย โดยฟินแลนด์ยังคงลงทุนด้านการศึกษาสูงถึง 5.4% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD ที่ 4.9% และมีสัดส่วนนักเรียนต่อห้องเพียง 19 คน ในระดับประถมเพื่อให้ครูดูแลได้อย่างทั่วถึง

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าฟินแลนด์ไม่เคยหยุดนิ่งและพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อรักษามาตรฐานการเป็นต้นแบบการศึกษาที่เน้นความเท่าเทียมและคุณภาพความเป็นมนุษย์เป็นสำคัญ