คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดการแข่งขันโต้เถียงปัญหากฎหมายโดยการแถลงการณ์ด้วยวาจาในชั้นอุทธรณ์ "DPU Moot Court Competition" รอบชิงชนะเลิศ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ณ ห้องปฏิบัติการศาลจำลอง โดยมีดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานและกล่าวต้อนรับผู้เข้าแข่งขัน โดยมีคณาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ และคณะผู้แทนจากสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งร่วมจัดการแข่งขันในโครงการนี้ ร่วมต้อนรับและเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ ทีมแข่งขัน ทั้งนี้เพื่อเฟ้นหาสุดยอดนักกฎหมายรุ่นใหม่ของประเทศไทยผ่านกระบวนการแข่งขันที่เข้มข้น
สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากอดีตตุลาการอาวุโสและตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน ประกอบด้วย ท่านประทีป เฉลิมภัทรกุล อดีตรองประธานศาลฎีกา ท่านโชติช่วง ทัพวงศ์ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ภาค 7 และ ท่าน ดร.สมบัติ พฤฒิพงศภัค รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้เกียรติเป็นคณะกรรมการพิจารณาตัดสินอย่างเข้มข้นในรอบชิงชนะเลิศนี้
บรรยากาศในช่วงเช้าเริ่มต้นด้วยการสร้างความท้าทายผ่านการจับสลากเพื่อกำหนดคู่แข่งขันและบทบาทฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลย ซึ่งถือเป็นกติกาสำคัญที่ผู้เข้าแข่งขันไม่ทราบล่วงหน้า เพื่อมุ่งทดสอบไหวพริบและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์เสมือนจริง โดยคู่แรกเป็นการพบกันระหว่างทีม CU01 กับทีม CU02 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้งสองทีม ส่วนคู่ที่สองเป็นการแข่งขันระหว่างทีม TU01 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับทีม KU02 จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยแต่ละทีมจะนำเสนอไม่เกิน 15 นาที และตอบข้อซักถามจากคณะกรรมการคู่ละไม่เกิน 15 นาที
สำหรับโจทย์ที่ใช้ในการแข่งขันเป็นคดีแพ่ง ซึ่งใช้ข้อเท็จจริงจำลองคดีฟ้องเรียกค่าเสียหาย ละเมิดกรณีอุบัติเหตุตุ้มเหล็กหล่นทับบุคคลเสียชีวิตในสถานที่ก่อสร้างของผู้รับเหมา โดยมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องความรับผิดในการครอบครองทรัพย์อันตรายตาม ป.พ.พ. มาตรา 437 และสิทธิการเรียกค่าสินไหมทดแทนของภรรยาของผู้เสียชีวิต ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสรวมถึงบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองโดยพฤตินัย ทีมฝ่ายโจทก์และทีมฝ่ายจำเลยต่างนำข้อกฎหมายและคำพิพากษาศาลฎีกามาหักล้างกันในประเด็นเรื่องความประมาทเลินเล่อและเหตุสุดวิสัยจากลมพายุที่รุนแรง
ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่ารูปแบบการแข่งขันเน้นการเสริมสร้างทักษะวิชาชีพมากกว่าการแพ้ชนะ โดยคณะฯ ได้ออกแบบกระบวนการคัดเลือกอย่างเป็นระบบตั้งแต่รอบคัดกรองเบื้องต้นจากทีมที่มีการสมัครเข้ามา 33 ทีม โดยกำหนดโจทย์เพื่อวัดความสามารถในประเด็นข้อกฎหมายและทักษะการเขียน และให้แต่ละทีมส่งคำตอบมาทางระบบออนไลน์ เพื่อให้คณะกรรมการผู้ตรวจ ที่ประกอบด้วย ทีมอาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และทีมทนายความจากสภาทนายความฯ ร่วมกันตรวจและคัดกรองเหลือจำนวน 20 ทีม
จากนั้นนำทั้ง 20 ทีม เข้าสู่กระบวนการกลั่นกรองส่วนที่สองคือ การเข้าโครงการ Boot Camp จำนวน 2 วัน 1 คืน เพื่อเข้ารับการติวเข้มจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ และกลั่นกรองจาก 20 ทีม ให้เหลือ 10 ทีม โดยมีการ Pitching โจทย์ที่กำหนด จากนั้นนำ 10 ทีม มาสู่การ Pitching อีกรอบ โดยมีการมอบหมายโจทย์ใหม่ที่ซับซ้อนขึ้น แล้วให้ทั้ง 10 ทีม นำเสนอต่อคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยคณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ และทีมทนายความจากสภาทนายความฯ จนได้ 4 ทีมสุดท้ายที่เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในวันนี้
การแข่งขันครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ ให้นักศึกษาได้ฝึกฝนทักษะการร่างคำคู่ความ และการว่าความในบัลลังก์จริง ตลอดจนฝึกการทำงานเป็นทีม เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การประกอบอาชีพนักกฎหมายที่มีคุณภาพและมีคุณธรรมในอนาคต
ดร.สุทธิพล ยังกล่าวย้ำถึงเจตนารมณ์ในการพัฒนาเยาวชนผ่านโครงการนี้ว่า "เป้าหมายของทางคณะฯ คืออยากจะสร้างองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับน้อง ๆ มากกว่าการแข่งขันเพื่อเอาชนะเพียงอย่างเดียว โดยกระบวนการของเรามีการดีไซน์ให้แตกต่างจากที่อื่นตรงที่มี Boot Camp ให้ทีมที่ได้รับการคัดกรองเข้าไปรับการติวเข้มทั้งในด้านวิชาการ ทักษะการเขียน ทักษะการนำเสนอ ทักษะการทำงานเป็นทีม ฯลฯ เพื่อให้ทุกคนได้มีทักษะติดตัวไปใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคตและเป็นนักกฎหมายที่มีคุณภาพ"
ขณะที่บทบาทของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสามท่านในการพิจารณาตัดสินในรอบชิงชนะเลิศ คือประเมินคุณภาพของความรู้ทางวิชาการ การจับประเด็น ทักษะในการนำเสนอ ไหวพริบในการตอบข้อซักถามและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ฯลฯ รวมทั้งให้คำแนะนำแก่ทีมนักศึกษาที่เข้าแข่งขัน โดยเน้นย้ำถึงความแม่นยำในการจับประเด็นข้อเท็จจริง ตลอดจนการใช้ถ้อยคำตามธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามของศาล อีกทั้งยังได้ถ่ายทอดศิลปะการโน้มน้าวใจผ่านบุคลิกภาพ น้ำเสียง และทัศนคติที่น่าเชื่อถือ เพื่อหล่อหลอมให้นักศึกษาสามารถนำเสนอต่อหน้าองค์คณะได้อย่างเป็นมืออาชีพและสง่างาม
นอกจากนี้ คณะกรรมการทั้งสามท่านยังได้ชี้แนะว่า การแถลงการณ์ที่ดีต้องมีความเป็นธรรมชาติ มิใช่เพียงการอ่านตามเอกสาร แต่ต้องอาศัยการสบตาผู้พิพากษาเพื่อสื่อสารความมั่นใจ และรู้จักเลือกใช้กลยุทธ์ "หมัดเด็ด" ในการหักล้างข้อโต้แย้งภายใต้เงื่อนไขเวลาที่กำหนด พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมว่ากิจกรรมนี้เป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่โดดเด่นและแตกต่างจากโครงการแข่งขันศาลจำลองที่เคยจัดมา เพราะเน้นการเจียระไนศักยภาพนักศึกษาผ่านการสร้างเสริมทักษะและสร้างประสบการณ์จริง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการบ่มเพาะนักกฎหมายรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพสู่สังคมไทยสืบไป
สำหรับผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ทีม TU01 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รับรางวัลชนะเลิศ รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลเกียรติยศ ทีม KU02 จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลเกียรติยศ และทีม CU01 กับ CU02 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ร่วมกัน รับเงินรางวัลทีมละ 10,000 บาท พร้อมรับเกียรติบัตร ท่ามกลางคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และพันธมิตรจากสภาทนายความที่เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีมอบรางวัลและปิดโครงการ
ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.จิรนิติ หะวานนท์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลและปิดโครงการ ได้กล่าวแสดงความยินดีและชื่นชมคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ที่จัดโครงการนี้ขึ้นเพื่อประโยชน์ของนักศึกษากฎหมายทั่วประเทศ โดยมีรูปแบบที่แปลกใหม่ซึ่งยังไม่มีสถาบันใดจัดมาก่อน โดยสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจร่วมกับสภาทนายความฯ ในการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้นักศึกษาได้ฝึกฝนทักษะการวิเคราะห์ปัญหากฎหมายจากประสบการณ์จริง และในโอกาสนี้ได้มอบหลักการดำเนินชีวิตและแนวทางปฏิบัติงานแก่นักกฎหมายรุ่นใหม่ โดยเน้นย้ำว่าไม่ว่าจะประกอบวิชาชีพในสาขาใด จำเป็นต้องยึดถือหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ
"ประการแรก ต้องแม่นยำในหลักกฎหมาย ประการที่สอง ต้องมีความกล้าหาญในสิ่งที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรม และประการที่สาม ต้องมีความเที่ยงธรรมควบคู่กับเมตตาธรรม เพื่อให้กฎหมายเป็นเครื่องมือสร้างความยุติธรรมและความสงบเรียบร้อยให้สังคมเจริญรุ่งเรือง"
ก่อนเสร็จสิ้นพิธีการยังมีการจัดฉาย VTR ภาพรวมกิจกรรม ตัวแทนนักศึกษาได้เปิดเผยถึงความประทับใจว่า ขอบคุณคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ผู้จัด ทำให้ได้เข้าร่วม Workshop และได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ช่วยให้เห็นภาพการนำกฎหมายมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งทักษะการสื่อสารที่ได้รับในครั้งนี้ถือเป็น “ต้นทุนสำคัญ” ในการพัฒนาศักยภาพเพื่อก้าวไปสู่การเป็นนักกฎหมายที่มีคุณภาพและสามารถรับใช้สังคมได้อย่างเต็มความสามารถในอนาคต
สำหรับโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กองทุนราตรีรพีพัฒน์ บริษัท GPP Internationalบริษัทกฎหมาย Satyapon & Partners บริษัทกฎหมายKudun & Partners สำนักงานกฎหมายการแพทย์ ตลอดจน บริษัทกฎหมาย วีระยุทธ แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด และ Witoon & Partners Law Firm
สำหรับในอนาคต คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU มีแผนที่จะยกระดับกิจกรรมส่งเสริมทักษะวิชาชีพในรูปแบบนี้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อหล่อหลอมนักกฎหมายที่ "คิดวิเคราะห์เป็น และยืนหยัดในความยุติธรรม" ตามเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัย โดยมุ่งหวังให้กิจกรรมนี้เป็นก้าวสำคัญในการสร้างบุคลากรคุณภาพที่จะขับเคลื่อนความยุติธรรมในสังคมประเทศไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไป







