การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เดือดอีกครั้ง หลังจากที่ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีข้อสั่งการอันนำไปสู่การบรรจุระเบียบวาระ เรื่อง การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ กสทช. โดยต้องการให้มีการเปลี่ยนองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการและวิธีการได้มาซึ่งอนุกรรมการ ที่เคยเปิดให้กรรมการ กสทช. ทุกคนเสนอชื่อ สู่ระบบที่ประธาน กสทช. และสำนักงาน กสทช. จัดการคัดเลือกมาให้
ทั้งนี้ที่ผ่านมาองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการใช้ระบบที่ให้กรรมการ กสทช. แต่ละคนเสนอชื่อซึ่งใช้แนวทางนี้ต่อเนื่องมาตั้งแต่บอร์ด กสทช. ชุดแรก (พ.ศ. 2554-2565) จนถึงบอร์ดชุดปัจจุบัน โดยคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายฯ ชุดเดิมที่ประธาน กสทช. ได้ปล่อยให้หมดวาระไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ประกอบด้วยนักกฎหมายเบอร์ใหญ่ของประเทศ อาทิ ศาสตราจารย์พิเศษจรัญ ภักดีธนากุล เป็นประธานอนุกรรมการ ศาสตราจารย์พิเศษเข็มชัย ชุติวงศ์ ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ศาสตราจารย์ ดร.จตุรนต์ ถิระวัฒน์ เป็นต้น และรวมถึงพลเอก เชิดชัย อังศุสิงห์ พลตำรวจตรี ปิยะวัฒน์ บุญยืนอนนต์ พันตำรวจเอก ดร.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา นายวราวุธ ศิริยุทธ์วัฒนา นายวีรพล ปานะบุตร นายเพิ่มสิน วิชิตนาค และนายจิตรนรา นวรัตน์
อย่างไรก็ดี ในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 11/2569 เมื่อวันพุธที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช. ได้เสนอวาระเปลี่ยนแนวทางดังกล่าว มาเป็นการให้สำนักงาน กสทช. เสนอรายชื่อและให้กรรมการ กสทช. เลือก โดยมีที่มาจากข้อสั่งการของ ศ.คลินิก นพ.สรณ ประธาน กสทช. ที่ว่า เนื่องด้วยคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ กสทช. มีความสำคัญยิ่งต่อการพิจารณาและตัดสินใจของ กสทช. ที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย อนุกรรมการฯ แต่ละท่าน ควรเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีความเป็นกลางและสามารถใช้ดุลพินิจและให้คำปรึกษาที่ถูกต้อง แม่นยำ ปราศจากอคติ และเป็นที่ยอมรับของ กสทช. ทุกท่าน จึงเห็นควรเสนอเรื่องต่อที่ประชุม กสทช.เพื่อพิจารณาคัดเลือกและแต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดใหม่ จากรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายอย่างแท้จริง ที่มิได้เป็นการเสนอชื่อในลักษณะโควต้าของ กสทช. แต่ละท่าน
ข้อสั่งการดังกล่าวทำให้ กรรมการ กสทช. บางคนไม่พอใจต่อการกล่าวหาของ “สรณ” ที่เห็นว่าอนุกรรมการที่ กรรมการ กสทช. เสนอไม่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่มีความเป็นกลาง และใช้ดุลพินิจในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง แม่นยำ มีอคติ และไม่เป็นที่ยอมรับของ กสทช. ทุกท่าน ทั้งๆ ที่แต่ละท่านล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีความรู้ ประสบการณ์ ผ่านตำแหน่งสำคัญมาในอดีต จึงนำไปสู่การอภิปรายอย่างเผ็ดร้อนและกว้างขวาง ซึ่งรวมถึงประเด็นที่ว่า ตามกฎหมายแล้วการเลือกอนุกรรมการชุดต่างๆ เป็นอำนาจของ กสทช. โดยตรง มิใช่หน้าที่ของประธานฯ หรือสำนักงาน กสทช. ที่จะมาเสนอแต่อย่างใด
อนึ่ง ตั้งแต่ก่อตั้ง กสทช. มาใน พ.ศ. 2554 อนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายฯ ทำหน้าที่เสนอความเห็นเกี่ยวกับข้อกฎหมายในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม กฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคม กฎหมายว่าด้วยวิทยุคมนาคม รวมตลอดถึงกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเสนอความเห็นเกี่ยวกับข้อกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. หรือตามที่ กสทช. มอบหมาย นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่จัดทำข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุงระเบียบ ประกาศ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ตามที่ได้รับมอบหมาย และนำเสนอที่ประชุมกสทช. เพื่อพิจารณาต่อไป
แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. แจ้งว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ กล่าวในที่ประชุมว่า ระบบเดิมทำให้เกิดการ “ยื้อไปยื้อมา” จึงอยากให้เปลี่ยนวิธีการใหม่ ขณะที่กรรมการ กสทช. คนอื่นมองว่า คณะอนุกรรมการชุดล่าสุดมีความน่าเชื่อถือ มีความรู้ และมีหลักการในการทำหน้าที่อย่างอิสระอยู่แล้ว
ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ กสทช. ได้เคยมีข้อวินิจฉัยสำคัญ ๆ เช่น กรณีเอกชนรายหนึ่งยื่นฟ้อง ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. พิรงรอง รามสูต กสทช.ด้านกิจการโทรทัศน์ และต่อมามีหนังสือคัดค้านการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. พิรงรอง เพื่อมิให้พิจารณาระเบียบวาระที่เกี่ยวกับบริษัทในเครือ ซึ่งที่ประชุมของคณะอนุกรรมการฯ มีมติว่าการคัดค้านดังกล่าวไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เป็นผลให้ กสทช. พิรงรองสามารถปฏิบัติหน้าที่ กสทช. ต่อไปได้
นอกจากนี้ แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาด้านกฎหมายชุดล่าสุด มี นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา เป็นอนุกรรมการด้วย โดย นพ.ประวิทย์เป็นอดีตกรรมการ กสทช. และเป็นอดีตที่ปรึกษาประธาน กสทช. (ศ.คลินิก นพ.สรณ) ตั้งแต่เริ่มรับตำแหน่งใน พ.ศ. 2565 และปลดจากตำแหน่งที่ปรึกษาในปี 2566 ซึ่งปัจจุบัน นพ.ประวิทย์ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของ กสทช. พิรงรอง
เป็นที่น่าสงสัยในสิ่งที่ “สรณ” พยายามผลักดัน ในขณะที่เรื่องอื่นที่เป็นประโยชน์ในส่วนรวมของ กสทช. กลับไม่ยอมบรรจุวาระหรือให้มีการพิจารณา เช่นวาระเรื่อง การสรรหาเลขาธิการ กสทช. แต่กลับปล่อยให้มีการรักษาการ เลขาธิการ กสทช. มานานมากกว่า 5 ปี หรือเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างสำนักงาน กสทช. ใหม่ ที่รวมกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเข้าด้วยกัน เป็นต้น








