มหาวิทยาลัยมหิดล ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เดินหน้าจัดงาน “รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อยกย่องนักวิจัยไทยที่มีผลงานโดดเด่นและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศ ภายใต้แนวคิด "Real World Impact for Sustainability" โดยครอบคลุม 3 สาขาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์ โดยมอบเงินรางวัลสูงสุด 7 ล้านบาท ในรูปแบบทุนให้เปล่าไม่มีข้อผูกมัด พร้อมมุ่งยกระดับเป็นรางวัลทรงเกียรติระดับประเทศ ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าวเปรียบเสมือนรางวัลโนเบลของประเทศไทย กลไกสำคัญในการวางรากฐานระบบนิเวศการวิจัยที่เข้มแข็งและผลักดันสู่การใช้ประโยชน์จริงทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต
ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า งานวิจัยยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งในฐานะองค์ความรู้ที่ช่วยกำหนดนโยบาย และเป็นต้นทางของการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ โดยความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนงานวิจัยคุณภาพ แต่คือการขาดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการนำผลงานวิจัยไปต่อยอดเพื่อใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคด้านเงินทุน
กลไกสนับสนุน และการเชื่อมโยงความร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม
ทั้งนี้มีการประเมินว่า ผลงานวิจัยกว่า 80–90% ยังคงจำกัดอยู่ในแวดวงวิชาการซึ่งยังไม่ได้รับการต่อยอดเป็นนวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่า
ทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือสร้างประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง ในฐานะที่มหาวิทยาลัยมหิดลมุ่งมั่นเป็น “ปัญญาของแผ่นดิน” ที่ไม่ได้มุ่งสร้างแค่ Academic Impact แต่ยังมุ่งสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่นำไปใช้ได้จริง เพื่อให้เกิด Real World Impact ที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการนำงานวิจัยไปสนับสนุนการกำหนดนโยบายสาธารณะ แก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ และเสริมสร้างสุขภาวะให้แก่ประชาชน จึงได้จัดตั้งกองทุนและ “รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” ขึ้นในปี 2568 ด้วยการสนับสนุนจาก พล.ต.อ.นพ.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ ในรูปแบบกองทุนถาวร (Endowment Fund) เพื่อยกย่องเชิดชูนักวิจัยที่สร้างสรรค์ผลงานที่สร้าง “Real World Impact” ได้แท้จริง พร้อมผลักดันศักยภาพนักวิจัยไทยให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไทยได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยตั้งเป้าให้เปรียบเหมือนรางวัลโนเบลของประเทศไทย
สำหรับการมอบ “รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” ในครั้งนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยในปีแรก ที่ผ่านมาได้รับผลตอบรับอย่างดียิ่ง ซึ่งมีการเสนอรายชื่อนักวิจัยจากทั่วประเทศเข้ามามากกว่า 90 ราย สะท้อนถึงความตื่นตัวของวงการวิจัยไทยที่เห็นความสำคัญของผลงานวิจัยที่ตอบโจทย์ประเทศ สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัล ในปี 2568 ได้แก่ นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ประเภทรางวัลนักวิจัยดีเด่น ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” หรือ “30 บาทรักษาทุกโรค” ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้กับสังคมไทยช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยกว่า 67 ล้านคน และรศ.ดร.วโรดม เจริญสวรรค์ ประเภทรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนแผนงานระดับชาติ Genomics Thailand ซึ่งเป็นการวางรากฐานการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) รวมทั้งก่อตั้งเครือข่ายวิจัยนานาชาติ Asian Immune Diversity Atlas (AIDA) และจัดตั้งศูนย์ Single-Cell Omics แห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้โครงการระดับโลก Human Cell Atlas (HCA)
“มหาวิทยาลัยมหิดลมุ่งมั่นเป็นกำลังสำคัญในการสร้างระบบนิเวศการวิจัยที่เข้มแข็ง เอื้อต่อการต่อยอดองค์ความรู้ให้เป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้งานวิจัยไม่หยุดหยู่เพียงคุณค่าในเชิงวิชาการแต่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและนวัตกรรมของภูมิภาค พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมในอนาคต” ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าวทิ้งท้าย
ด้าน ศ.นพ.ม.ล.ชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การมอบรางวัล ในปี 2569 นี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘Real-World Impact for Sustainability’ ครอบคลุม 3 สาขาหลัก ได้แก่
1. วิทยาศาสตร์สุขภาพ 2. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3. สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปะ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ รางวัลนักวิจัยดีเด่น (ไม่จำกัดอายุ) 1 รางวัล สำหรับนักวิจัยที่มีผลงานโดดเด่นและสร้างคุณูปการแก่สังคมอย่างต่อเนื่อง เงินรางวัล 5 ล้านบาท และรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ (อายุไม่เกิน 45 ปี) 2 รางวัล สำหรับนักวิจัยที่มีศักยภาพในการสร้างผลงานวิจัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง เงินรางวัล 1 ล้านบาท
โดยมีเกณฑ์การพิจารณา 5 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1. การได้รับการยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ (National or International Recognition) 2. การสร้างองค์ความรู้ใหม่ (Originality) ที่ไม่เคยมีมาก่อน 3. ศักยภาพในการขยายผลและผลกระทบระยะยาว (Scalability/Long-Term Impact) 4. ความยั่งยืนของผลงาน (Sustainability) และ 5. ความสามารถในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในประเทศ (Systemic Changes)
จุดเด่นของรางวัลคือ เป็นทุนแบบให้เปล่าโดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยสามารถเดินหน้าต่อยอดและพัฒนาผลงานวิจัยได้อย่างอิสระเต็มศักยภาพ อีกทั้งไม่เปิดรับให้นักวิจัยเสนอชื่อตนเอง แต่จะเป็นการให้หน่วยงานหรือองค์กรที่เล็งเห็นคุณค่าของผลงานเป็นผู้เสนอชื่อแทน เพื่อสะท้อนถึงการยอมรับจากสังคมในวงกว้าง โดยผู้ได้รับการเสนอชื่อในแต่ละปี แม้ยังไม่ได้รับรางวัลแต่ยังคงมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง
ในปีถัดไป นอกจากนี้ยังมีกระบวนการพิจารณาที่เข้มข้นเพื่อให้เป็นการพิจารณาจากมุมมองอย่างรอบด้าน การตัดสินเป็นไปอย่างโปร่งใส ตลอดจนยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุด
ด้าน นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ผู้ได้รับรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ ประจำปี 2568 ประเภทรางวัลนักวิจัยดีเด่น กล่าวถึงความจำเป็นของงานวิจัยต่อการพัฒนาประเทศว่า ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ จากการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ควบคู่กับการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ส่งผลให้ความต้องการบริการด้านสุขภาพขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ระบบสาธารณสุข
ยังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณซึ่งสวนทางกับความต้องการบริการสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้นตามโครงสร้างประชากร จึงจำเป็นต้องใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาระบบสุขภาพเพื่อลดความสูญเสียไม่คุ้มค่าในระบบและวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศในระยะยาวซึ่งถือเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยองค์ความรู้และการวิจัยอย่างต่อเนื่องในอีก 20–30 ปีข้างหน้า
“งานวิจัยแต่ละชิ้นเปรียบเสมือน ‘อิฐ’ ที่ช่วยสร้างรากฐานให้สังคมดีขึ้น เมื่อนำอิฐแต่ละก้อนมาประกอบกันก็จะกลายเป็นโครงสร้างสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า นักวิจัยยุคใหม่จึงควรมีบทบาทเป็น ‘Social Engineer’ หรือวิศวกรทางสังคม ผู้มุ่งมั่นที่จะใช้ความรู้และงานวิจัยช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จะสำเร็จได้ในเวลาอันสั้น อาจต้องใช้เวลาตั้งแต่ 10 ปี ถึง 30 ปี กว่าจะเห็นผลชัดเจน นักวิจัยจึงต้องมีความอดทนมุ่งมั่น พยายาม และเชื่อมั่นในคุณค่าของงานที่ตนเองทำ” นพ.วิโรจน์ ฝากทิ้งท้าย
รศ.ดร.วโรดม เจริญสวรรค์ ผู้ได้รับรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ ประจำปี 2568 ประเภทรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ กล่าวว่า การวางรากฐานงานวิจัยที่แข็งแกร่งให้กับประเทศ ต้องเริ่มจากการลงทุนในองค์ความรู้พื้นฐาน ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง เพราะเมื่อมีรากฐานที่มั่นคงย่อมต่อยอดไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และแนวทางแก้ไขปัญหาในอนาคตได้ เช่นเดียวกับด้านการแพทย์ที่ต้องเข้าใจระบบชีววิทยาอย่างลึกซึ้ง ทั้งระดับเซลล์และระดับประชากร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ จากแนวคิดดังกล่าว จึงได้บุกเบิกการนำเทคโนโลยีโอมิกส์ระดับเซลล์ (Single-Cell Omics) และเชิงพื้นที่ (Spatial Omics) มาใช้ครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อสร้างแพลตฟอร์มและฐานข้อมูลการแสดงออกทางพันธุกรรมของประชากรไทยและเอเชีย ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับการวิจัยและพัฒนาการแพทย์แม่นยำที่จำเพาะสำหรับประชากรในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยออกแบบแนวทางการรักษา และเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพได้อย่างแม่นยำและเหมาะสมกับประชากรจริง ลดการพึ่งพาข้อมูลจากชาติตะวันตกซึ่งมีพันธุกรรมที่แตกต่างจากคนไทย
นอกจากนี้ รศ.ดร.วโรดม ยังได้กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้รับรางวัลในปีที่ผ่านมาว่า “คุณค่าที่แท้จริงของรางวัลไม่ได้อยู่ที่เงินรางวัล แต่ทำหน้าที่เชิดชูให้ผู้ที่ได้รับรางวัลเป็นตัวแทนของการทำให้สังคมเห็นความสำคัญของงานวิจัยมากขึ้น ช่วยให้บทบาทของงานวิจัยได้รับความสนใจและการยอมรับจากสังคมในวงกว้างมากขึ้นซึ่งถือเป็นกำลังใจที่สำคัญมากสำหรับคนทำวิจัย ทั้งนี้ งานวิจัยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนานวัตกรรม การแพทย์ และเทคโนโลยีในอนาคต เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เสริมสร้างความพร้อมของประเทศในการรับมือความท้าทายใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างยั่งยืน”
“รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” เปิดรับการเสนอชื่อเข้ารับการพิจารณารางวัลประเภทนักวิจัยดีเด่น และนักวิจัยรุ่นใหม่ ตั้งแต่วันนี้ – 10 เมษายน 2569 โดยจะประกาศผลการคัดเลือกในเดือนกันยายน 2569 สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.jongjate-award.mahidol.ac.th







