วันที่ 7 ม.ค.69 ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ปี 2569 เป็นปีที่เศรษฐกิจมีความท้าทายสูงประชาชนควรระมัดระวังในเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นพิเศษ ควรกอดหรือรักษางานที่ตัวเองทำอยู่เอาไว้ให้แน่น ซึ่งก็ตรงกับที่หลายฝ่ายออกมาให้คำแนะนำ และถึงแม้ว่างานที่ทำอยู่จะมีรายได้น้อยก็ไม่เป็นไร เนื่องจากหากหลุดออกมาจากระบบงานในตอนนี้ โอกาสที่จะหางานใหม่ค่อนข้างยาก ขณะเดียวกันควรมองหาวิธีการหารายได้เสริม และการบริหารกระแสเงินสด
นอกจากนี้ ประชาชนอาจจะต้องกลับมาตั้งคำถามว่ายังมีทรัพย์อะไรที่ยังเป็นภาระอยู่บ้าง เช่น บ้าน คอนโด ฯลฯ ที่ไม่สามารถสร้างรายได้แต่กลับเพิ่มภาระให้กับตนเอง อาจต้องตัดใจขายออกไปเพื่อรักษากระแสเงินสดของตนแอง พร้อมกับปรับตัวและเพิ่มทักษะแรงงาน (Upskill) ให้กับตัวเอง อาทิ การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือทักษะใดๆ ก็ตามที่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับตนเองได้ และสามารถใช้ทักษะเหล่านั้นเพื่อนำมาหารายได้เสริมอีกที
“การ Upskilling อาจไม่ได้หมายถึงทักษะเทคโนโลยี หรือ AI เสมอไป แต่ยังหมายรวมถึงทักษะอะไรตามที่สามารถใช้ทำมาหากินได้ เช่น การทำอาหาร ทักษะเชิงช่าง ฯลฯ ที่เราสามารถเปลี่ยนจากการซื้อ หรือจ้าง มาเป็นการทำได้ด้วยตัวเองผ่านการเรียนรู้จากแหล่งความรู้ฟรีต่างๆ จากยูทูป หรือคอร์สออนไลน์ที่สอนฟรี ลองซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารเอง ลองซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าในที่พักอาศัยด้วยตัวเอง ด้วยเหตุผลสำคัญคือการลดค่าใช้จ่ายตัวเอง และเมื่อทำไปจนเกิดความชำนาญ ก็สามารถนำทักษะเหล่านั้นเปลี่ยนไปเป็นการรับจ้าง หรือขายอาหารเป็นแหล่งรายได้เสริม นอกเหนือจากงานประจำของเราต่อไปในอนาคต” ศ.วิทวัส กล่าว
สำหรับคำแนะนำต่อผู้ประกอบการนั้น ปี 2569 ถูกขนานนามว่าเป็น "ปีม้าไฟ" ที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวและเติบโตต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ มีผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ประมาณ 1.5 - 2.0% จึงมีสิ่งที่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต้องระมัดระวังและควรเตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้น ได้แก่ มรสุมการค้าจากนอกประเทศที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งมิติของสงคราม มิติมาตรการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาเนื่องจากสภาวะอุปทานส่วนเกิน (Over Supply) ในประเทศ
มากไปกว่านั้น คือความผันผวนของค่าเงินบาทจากสภาวะเงินบาทแข็งค่า อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายได้ของผู้ส่งออก โดยมีการคาดการณ์ว่าอาจทำให้การส่งออกติดลบได้ถึง 1-2% ลองจินตนาการภาพว่าหากค่าเงินบาทในปี 2569 มีความผันผวนรุนแรงเช่นเดียวกับราคาทองคำในปี 2568 ผู้ส่งออกจะอยู่ได้อย่างไร สิ่งที่ผู้ส่งออกควรทำคือการซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward Contract) เพื่อป้องกันความเสี่ยง แม้จะกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนที่จะบั่นทอนกำไรของผู้ส่งออกให้ลดน้อยลงไปอีก แต่เพื่อความไม่ประมาทต่อสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ วิธีดังกล่าวคือการป้องกันความเสี่ยงที่ควรทำ
นอกจากนี้ คือการใช้สิทธิประโยชน์จากมาตรการภาครัฐ โดยแนะนำให้ติดตามและใช้ประโยชน์ รวมถึงมาตรการแต้มต่อในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสำหรับสินค้า Made in Thailand และอาจต้องแสวงหาความร่วมมือใน Supply Chain ผ่านการใช้โมเดล "พี่ช่วยน้อง" หรือการสร้างคลัสเตอร์ร่วมกับธุรกิจขนาดใหญ่เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและเพิ่มอำนาจต่อรอง เช่น โมเดลคลัสเตอร์โคพรีเมียม
“ผู้ประกอบการต้องวิเคราะห์ทุกความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วหาวิธีการเพื่อที่จะป้องกันความเสี่ยง สำหรับผู้ประกอบการในปีหน้า การรักษาสภาพคล่องน่าจะมีความสำคัญมากกว่ากำไร พอมันโดนวิกฤติกันมาหลายเด้ง ส่วนตัวคิดว่าปีนี้และปีหน้าจะมีผู้ประกอบการบางรายที่อยู่ไม่ได้แล้วล้มหายตายจากไป ทีนี้รายที่ยังยืนอยู่และปรับตัวเองได้ ทั้งจากการยอมตัดใจขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI มาใช้เพื่อเพิ่มกำไรและลดต้นทุนการดำเนินการ จนทำให้ยังมีกระแสเงินสดเข้ามา สุดท้ายจะมีโอกาสกลับมาเติบโตอีกรอบนึงตามรอบเศรษฐกิจ” ศ.วิทวัส กล่าว








