ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดผลปฏิบัติการรอบสัปดาห์ เดินหน้าสกัดเครือข่ายเว็บพนันและขบวนการลักลอบข้ามแดน พบคนไทย 112 รายถูกส่งกลับจาก สปป.ลาว ให้การตรงกันว่าไปทำงานเป็นแอดมินเว็บพนัน ขณะที่หนองคายจับคนไทย 2 ราย พร้อมชาวจีน 8 ราย ลอบเข้าไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ
วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/รองผู้อำนวยการ ศปอส.ตร. เปิดเผยผลการปฏิบัติงานด้านการสืบสวน ปราบปราม และช่วยเหลือประชาชนจากภัยออนไลน์ในรอบสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 16-22 สิงหาคม 2569
ข้อมูลพบว่า มีประชาชนแจ้งความผ่านระบบ Thaipoliceonline จำนวน 79,311 คดี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 2,775 ล้านบาท โดยเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงวันที่ 9-15 สิงหาคม 2569 พบว่าจำนวนคดีและมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า “การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ” ยังคงเป็นประเภทคดีที่มีจำนวนสูงที่สุด โดยมี 4,892 คดี คิดเป็น 80.6% ของคดีทั้งหมด ขณะที่ประเภทคดีที่สร้างความเสียหายทางการเงินสูงสุด คือ “การหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน” มีมูลค่าความเสียหายเกือบ 756 ล้านบาท หรือคิดเป็น 27.2% ของความเสียหายทั้งหมด
สำหรับพื้นที่ที่มีการแจ้งความมากที่สุดในรอบสัปดาห์ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 129 คดี มูลค่าความเสียหาย 16.5 ล้านบาท รองลงมาคือเชียงใหม่ 30 คดี มูลค่าความเสียหายประมาณ 560,000 บาท และสมุทรปราการ 29 คดี มูลค่าความเสียหายประมาณ 1.1 ล้านบาท
เมื่อจำแนกข้อมูลผู้เสียหายตามเพศและช่วงอายุ พบว่า ผู้หญิงยังคงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย ขณะที่กลุ่มอายุ 21-30 ปี ยังคงเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด และพบจำนวนผู้เสียหายมากที่สุดอย่างต่อเนื่อง โดย 3 ประเภทคดีที่กลุ่มอายุ 21-30 ปี ตกเป็นเหยื่อมากที่สุด ได้แก่ การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ การหลอกลวงโดยแอบอ้างบุคคลอื่น และการหลอกลวงเสนอผลประโยชน์อื่น
ขณะเดียวกัน ศูนย์ ACSC ยังรายงานผลการเฝ้าระวังและปฏิบัติการในพื้นที่ชายแดน โดยสามารถจับกุมคนไทยที่ลักลอบข้ามแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่จังหวัดสระแก้วได้ 1 ราย หลังพบว่ามีพฤติการณ์เดินทางไปทำงานเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์
นอกจากนี้ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (กก.3 บก.ปคม.) รับตัวคนไทยที่ถูกส่งกลับจาก สปป.ลาว จำนวน 112 ราย โดยทั้งหมดให้การสอดคล้องกันว่าเดินทางไปทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์ที่ ST Vegas Entertainment International Club ในนครหลวงเวียงจันทน์ ก่อนเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดหางาน ส่วนที่จังหวัดหนองคาย ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคายสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 10 ราย เป็นคนไทย 2 ราย และชาวจีน 8 ราย จากกรณีลักลอบเข้าเมืองและนำสิ่งของเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร
เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่จับกุมชายไทย 1 ราย และชายชาวจีน 4 ราย บริเวณสี่แยกหนองสองห้อง ถนนมิตรภาพ ตำบลค่ายบกหวาน อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย หลังพบว่าชายไทยรับจ้างในราคา 24,000 บาท ให้ขับรถพาชาวจีนซึ่งลักลอบเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติจาก สปป.ลาว เดินทางจากจังหวัดหนองคายไปส่งที่อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก จากการสอบสวนเบื้องต้น ชาวจีนกลุ่มดังกล่าวอ้างว่ามีผู้ว่าจ้างให้ขนกระเป๋าซึ่งภายในมีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและโทรศัพท์มือถือเข้ามาในประเทศไทย โดยจะได้รับค่าจ้างประมาณ 10,000 หยวน หรือประมาณ 50,000 บาท และมีเอเจนต์คอยสั่งการ พร้อมจัดรถมารับตามจุดนัดหมาย
เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาชาวไทยในความผิดฐานซ่อนเร้นหรือช่วยเหลือคนต่างด้าวให้พ้นจากการจับกุม ส่วนชาวจีนถูกแจ้งข้อหาคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันลักลอบนำสิ่งของเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร
ต่อมาเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่จับกุมชายไทยอีก 1 ราย พร้อมชายชาวจีน 4 ราย ที่ห้องพักหมายเลข 3 เอสซี รีสอร์ต ตำบลเมืองหมี อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย หลังชายไทยรับจ้างในราคา 32,000 บาท ให้ขับรถพาชาวจีนที่ลักลอบเข้าไทยผ่านช่องทางธรรมชาติจาก สปป.ลาว ไปส่งที่อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก
ผู้ต้องหาชาวไทยให้การว่า ได้รับพิกัดและหมายเลขห้องพักจากผู้ว่าจ้างผ่านแอปพลิเคชันไลน์ และยอมรับว่าเคยรับจ้างขนส่งคนต่างด้าวในลักษณะดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาในลักษณะเดียวกันกับคดีแรก ขณะเดียวกัน ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์ ACSC ยังประสานความร่วมมือกับกลุ่มธนาคารและตำรวจในพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายจากภัยออนไลน์ สามารถระงับการโอนเงินก่อนที่เงินจะถูกส่งต่อไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้จำนวน 21 ราย รวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท
หนึ่งในกรณีที่น่าสนใจ เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจ สน.บางนา กรุงเทพมหานคร เข้าช่วยเหลือนักศึกษาชายวัย 19 ปี ของมหาวิทยาลัยชื่อดัง หลังถูกมิจฉาชีพติดต่อผ่านแอปพลิเคชันไลน์ โดยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ดำเนินการสมัครเรียนต่อต่างประเทศ ก่อนกล่าวหาว่าผู้เสียหายกระทำความผิด และใช้วิธีควบคุมทางโทรศัพท์อย่างต่อเนื่อง ห้ามไม่ให้ติดต่อบุคคลอื่น
จากนั้นมิจฉาชีพหลอกให้ผู้เสียหายเดินทางไปเปิดห้องพักในพื้นที่ซอยสุขุมวิท 68 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร ก่อนหลอกให้โอนเงินจำนวน 3 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 2.7 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ของผู้เสียหาย ก่อนเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนจะเข้าช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้อธิบายกลโกงของมิจฉาชีพให้ผู้เสียหายรับทราบ พร้อมดำเนินการอายัดบัญชีผ่านสายด่วน 1441 และประสานให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามขั้นตอน
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะตำรวจ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือตำรวจตัวจริงจะไม่มีพฤติการณ์โทรศัพท์มาข่มขู่ประชาชน ไม่มีการส่งเอกสารราชการ หมายจับ หรือหมายเรียกผ่านทางไลน์ ไม่มีการวิดีโอคอลเพื่อสอบสวน ขอข้อมูล หรือควบคุมตัว และไม่มีการบังคับให้โอนเงินหรือนำทรัพย์สินมีค่าไปให้เพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ หากพบพฤติการณ์ในลักษณะดังกล่าว ขอให้ประชาชนตั้งสติ หยุดการติดต่อ และตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ








