อดีตคณะทำงาน รมว.ยุติธรรม โต้กลับวาทกรรม "นักจิตวิทยาปลอม" ชี้ทำลายความเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมเด็ก วอนสังคมมองลึกถึงปัญหาขาดแคลนบุคลากร
(18 สิงหาคม 2569) จากกรณีที่มีการแชร์พาดหัวข่าวในสื่อสังคมออนไลน์อย่างแพร่หลายว่า "กระทรวงยุติธรรมเปิดทางให้นักจิตวิทยาปลอมสืบพยานเด็กมาเกือบ 10 ปี" ล่าสุด นายพลรักษ์ รักษาพล อดีตคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อปกป้องความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม และเตือนว่าการใช้วาทกรรมดังกล่าวอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการคุ้มครองสิทธิเด็ก
นายพลรักษ์ ระบุว่า พาดหัวข่าวในลักษณะนี้ค่อนข้างอันตราย เนื่องจากเป็นการนำความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมมาสร้างกระแสเพื่อเรียกยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) บนโลกออนไลน์ โดยได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
ไร้เงา "ของปลอม" มีแต่เจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย: บุคคลที่เข้าร่วมการสืบพยานเด็กไม่ใช่กลุ่มมิจฉาชีพ แต่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ผ่านการอบรมเฉพาะทางด้านการสอบปากคำเด็กโดยเฉพาะ และปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (มาตรา 133 ทวิ) ซึ่งมีระเบียบและหลักสูตรรองรับชัดเจน
วิกฤตขาดแคลน "นักจิตวิทยาคลินิก": สาเหตุที่ไม่สามารถใช้นักจิตวิทยาคลินิกที่มีใบประกอบโรคศิลปะได้ในทุกคดี เป็นผลมาจากภาวะขาดแคลนบุคลากรอย่างหนักในระดับประเทศ หากต้องรอคิวเฉพาะผู้ที่มีใบประกอบฯ กระบวนการพิจารณาคดีเด็กจะเกิดความล่าช้า ซึ่งเท่ากับการทำร้ายเด็กซ้ำ การอบรมเจ้าหน้าที่ขึ้นมาทำหน้าที่นี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการอุดช่องโหว่ไม่ให้กระบวนการยุติธรรมต้องหยุดชะงัก
วาทกรรมสาดโคลน บั่นทอนระบบและคนทำงาน: การตีตราว่าเป็น "นักจิตวิทยาปลอม" สร้างความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง และอาจทำให้ผู้ปกครองรวมถึงตัวเด็กเองหวาดระแวงจนไม่กล้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้งยังเป็นการบั่นทอนกำลังใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ดูแลปกป้องเด็กมาตลอดทศวรรษ
"การวิจารณ์เพื่อพัฒนาระบบเป็นสิ่งที่เราควรทำครับ เช่น การร่วมกันผลักดันให้รัฐเพิ่มกรอบอัตรากำลังและงบประมาณในการจ้างนักจิตวิทยาคลินิกให้เพียงพอต่อคดี แต่การตั้งสเตตัสสาดโคลนด้วยวาทกรรม 'ของปลอม' ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับการคุ้มครองสิทธิเด็กเลย เราควรตั้งสติและมองปัญหาเชิงโครงสร้างให้ลึกกว่าพาดหัวข่าว" นายพลรักษ์ กล่าวทิ้งท้าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การออกมาชี้แจงในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของกระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรงบประมาณและอัตรากำลังเจ้าหน้าที่เฉพาะทาง เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองเด็กในกระบวนการทางกฎหมายของประเทศไทยต่อไป








