สะเทือนวงการยุติธรรม! อธิบดีอัยการปราบทุจริตฯ ภาค 5 คนปัจจุบัน นำหลักฐานเข้าแจ้งความเอาผิด “อดีตอธิบดีอัยการ ส.” พฤติการณ์สุดแสบ เสนอเงิน 4 แสนบาท หวังจ้างสั่งไม่ฟ้องคดี ผอ.กองช่างและพวก ตบทรัพย์ใบอนุญาตสร้างร้านอาหารเชียงใหม่ แถมวงในแฉ แอบอ้างชื่อ “บิ๊กเต่า-ผู้การแป๊ะ” อ้างเคลียร์ทางฝั่งสอบสวนกลางเรียบร้อยแล้ว
เมื่อวันที่ 19 พ.ค.69 อธิบดีอัยการสำนักงานอัยการคดีปราบปรามการทุจริต ภาค 5 ได้นำหลักฐานสำคัญเข้าพบพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 4 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กก.4 บก.ปปป.) เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับอดีตอธิบดีอัยการสำนักงานอัยการคดีปราบปรามการทุจริตภาค 5 หรือ “อธิบดี ส.”
สืบเนื่องจากในช่วงระหว่างวันที่ 29 กันยายน 2568 ถึงกลางเดือนมกราคม 2569 “อธิบดี ส.” ได้พยายามติดต่ออธิบดีอัยการคนปัจจุบัน เพื่อขอให้ช่วยเหลือสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาในกลุ่มผู้ต้องหาคดีทุจริตเรียกรับสินบน
สำหรับคดีต้นเรื่องดังกล่าว เป็นคดีดังเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2567 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. ร่วมกับ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. นำโดย “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ได้เปิดปฏิบัติการซ้อนแผนจับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ประกอบด้วย นายบุญนิธิ ผู้อำนวยการกองช่างเทศบาลตำบลสันผีเสื้อ (ผู้ต้องหาที่ 1) นายทัญเทพ (ผู้ต้องหาที่ 2) นายเอกชัย เจ้าหน้าที่เทศบาลนครเชียงใหม่ (ผู้ต้องหาที่ 3)
ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกจับกุมในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินฯ โดยมิชอบ หลังร่วมกันเรียกรับเงินสินบนจากผู้ประกอบการร้านอาหารในตำบลสันผีเสื้อ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ รวมเป็นเงินกว่า 226,000 บาท เพื่อแลกกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างและต่อเติมร้านอาหาร
รายงานระบุว่า “อธิบดี ส.” ได้เสนอเงินจำนวน 400,000 บาท ให้แก่อธิบดีอัยการคนปัจจุบัน เพื่อขอให้สั่งไม่ฟ้องเฉพาะผู้ต้องหาที่ 2 และผู้ต้องหาที่ 3 แต่อธิบดีคนปัจจุบันปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว และได้ดำเนินการสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 3 คนตามกฎหมายอาญา มาตรา 149, 157, 83, 86 พร้อมส่งสำนวนไปยังผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568
ทว่าหลังจาก “อธิบดี ส.” ทราบว่าคดีถูกสั่งฟ้องไปแล้ว ได้โทรศัพท์มาหาอธิบดีคนปัจจุบันอีกครั้ง โดยพยายามโน้มน้าวและกล่าวอ้างว่า ได้ทำการ "เคลียร์" กับ ผบช.ก., "บิ๊กเต่า" (พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว) และ "ผู้การแป๊ะ" (พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย) รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 เรียบร้อยแล้ว อ้างว่าฝั่งตำรวจจะไม่แย้งคำสั่งฟ้อง และจะดึงสำนวนกลับมาให้สั่งไม่ฟ้องได้ โดยย้ำว่ามีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ 400,000 บาท
อย่างไรก็ตาม อธิบดีอัยการภาค 5 คนปัจจุบันไม่ได้ทำตามคำเรียกร้อง และจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ไม่มีการตกลง หรือเคลียร์คดีตามที่ “อธิบดี ส.” กล่าวอ้างแต่อย่างใด พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นการแอบอ้างหน่วยงานและผู้บังคับบัญชาระดับสูงโดยมิชอบ
การกระทำของ "อธิบดี ส." ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานอัยการ รวมถึงความเสียหายต่อชื่อเสียงของ ผบช.ก., พล.ต.ต.จรูญเกียรติ และ พล.ต.ต.ธวัชชัย ซึ่งเป็นชุดจับกุมมาตั้งแต่ต้น อธิบดีอัยการภาค 5 จึงตัดสินใจเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุดต่อไป








