วันที่ 25 เมษายน 2569 พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับผิดชอบงานกฎหมายและคดี เปิดเผยผลมาตรการความร่วมมือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมศุลกากร ในการยกระดับฐานข้อมูลและมาตรการป้องกันเชิงรุก ป้องกันการลักลอบขนทอง-เงิน-ช่อดอกกัญชาออกนอกราชอาณาจักร
ความร่วมมือครั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณีที่ พล.ต.อ.นิรันดรฯ ได้รับมอบหมายให้เป็นคณะกรรมการเปรียบเทียบตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ซึ่งประกอบด้วย นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เป็นประธาน, นายพนิต ธีรภาพวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง และ พล.ต.อ.นิรันดรฯ เป็นกรรมการ โดยมีอำนาจหน้าที่ประชุมพิจารณาเพื่อเปรียบเทียบคดีความผิดตามกฎหมายศุลกากร ที่มีมูลค่าของกลางตั้งแต่ 400,000 บาทขึ้นไป
จากข้อมูลการประชุมดังกล่าว พบว่า มีชาวไทยและชาวต่างชาติกระทำผิดกฎหมายศุลกากร ลักลอบนำเข้า-ส่งออกสิ่งของต้องห้ามที่อาจส่งผลกระทบด้านความมั่นคง จำนวนมาก โดยเฉพาะการนำเงินตราไทยออกนอกประเทศเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยไม่แจ้งต่อเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร รวมถึงการลักลอบขนทองคำออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นความผิดและมีโทษตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ จำคุก 10 ปี โดยแต่ละรายมีมูลค่าการกระทำผิดหลายล้านบาท ทำให้เงินและทองคำไหลออกนอกประเทศจำนวนมาก และอาจเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน
สำหรับพฤติการณ์การกระทำผิด พบว่าการลักลอบขนเงินตรา มักเกิดขึ้นในพื้นที่ด่านชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้คาสิโน ผู้กระทำผิดเป็นประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน ส่วนการลักลอบขนทองคำมักตรวจพบที่สนามบิน ซึ่งผู้กระทำผิดมักเป็นกลุ่มชาวเอเชียใต้ เมื่อตรวจประวัติมักพบว่า มีประวัติเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยจำนวนมาก บางรายมากถึง 70 ครั้ง บางรายเคยมีประวัติกระทำผิดซ้ำในเรื่องเดียวกันมาก่อน นอกจากนี้ ในระยะหลัง พบว่ามีการนำช่อดอกกัญชาออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีปลายทางในกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมาย เนื่องจากช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และในหลายประเทศยังจัดเป็นยาเสพติดให้โทษ เป็นของต้องห้าม
พล.ต.อ.นิรันดร กล่าวเพิ่มเติมว่า ความผิดกลุ่มนี้สามารถระงับคดีได้ด้วยการเปรียบเทียบตามกฎหมายศุลกากร โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนของตำรวจ ผู้ต้องหาส่วนใหญ่จึงเลือกยินยอมเปรียบเทียบระงับคดี แต่ปรากฏว่าผู้ต้องหาหลายคน ยังเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย และหาโอกาสลักลอบกระทำผิดซ้ำอีก พล.ต.อ.นิรันดรฯ จึงได้หารือร่วมกับนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ยกระดับความมั่นคงด้านความปลอดภัยสาธารณะและด้านเศรษฐกิจ ด้วยการบูรณาการฐานข้อมูลประวัติการกระทำผิดตามกฎหมายศุลกากรของผู้ต้องหากลุ่มนี้ ระหว่างสองหน่วยงาน นำไปใช้ในการป้องกันอาชญากรรมและเฝ้าระวังด้านความมั่นคง โดยส่งข้อมูลและประวัติให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ใช้ในการสืบสวนขยายผล เฝ้าระวังและสกัดกั้นการเดินทางเข้า–ออกราชอาณาจักร โดยหากเป็นชาวต่างชาติ จะพิจารณาให้ขึ้นบัญชี Blacklist ไม่สามารถเข้ามาประเทศได้อีก หากเป็นคนไทย จะถูกจัดเป็นบุคคลเฝ้าระวัง หรือ Watchlist ซึ่งจะถูกตรวจตราอย่างเข้มงวดในการเข้า-ออกประเทศ
ปัจจุบัน กรมศุลกากรได้ประสานข้อมูลและประวัติการกระทำผิดเรื่องลักลอบขนเงินตรา ทองคำ และช่อดอกกัญชา มาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมจำนวน 114 ราย แบ่งเป็นชาวต่างชาติ 86 ราย ชาวไทย 28 ราย สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบแล้วเข้าเงื่อนไขและขึ้นบัญชี blacklist ชาวต่างชาติทั้ง 86 ราย ส่วนคนไทยจัดไว้ในกลุ่มเฝ้าระวัง (watchlist) โดยทาง สตม. และกรมศุลกากร จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราสิ่งของติดตัวของคนไทยที่มีประวัติกลุ่มนี้ เพื่อไม่ให้มีการกระทำผิดอีก
นอกจากนี้ พล.ต.อ.นิรันดรฯ ระบุว่า หลายปีที่ผ่านมา ตร. และกรมศุลกากร ต่างมีฐานข้อมูลแยกส่วนกันอยู่ ยังไม่เคยบูรณาการฐานข้อมูลร่วมกัน ส่งผลให้ชาวต่างชาติมีโอกาสกลับเข้ามาในประเทศและทำผิดกฎหมายซ้ำๆ ได้ แต่ปัจจุบันเมื่อทั้ง 2 หน่วยมีการประสานข้อมูลกันแล้ว จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายของทั้ง 2 หน่วยได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งการประสานความร่วมมือเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ริเริ่มขึ้นมาใหม่เมื่อ พล.ต.อ.นิรันดรฯ ได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร. ให้มาเป็นคณะกรรมการเปรียบเทียบฯ
พร้อมกันนี้ ขอประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนที่จะเดินทางเข้า-ออกประเทศ ขอให้ศึกษาสิ่งของต้องห้าม และของต้องสำแดง ตามกฎหมายศุลกากรให้มีความเข้าใจ เพื่อจะได้ไม่นำของที่เข้าข่ายเป็นความผิด หรือของต้องห้ามติดตัวในการเดินทาง เพราะหากถูกตรวจพบ จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายศุลกากร และจะมีประวัติเป็นบุคคลเฝ้าระวังของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง








