อาชญากรรม

สั่งเชือด! พ.ต.อ.เอี่ยวรีดทรัพย์ ตม. 2.5 ล้าน จ่อให้ออกจากราชการ

แชร์ข่าว

โฆษก ตร. ยืนยันสั่งต้นสังกัดพิจารณาให้ออกจากราชการไว้ก่อน หลังพบ พ.ต.อ.ต่างหน่วยงานเข้าไปเกี่ยวข้องขบวนการกรรโชกทรัพย์ “อัจฉริยะ” จนถูกออกหมายจับ ย้ำ ผบ.ตร.นโยบายชัด คนดีหนุน คนผิดฟันไม่เลี้ยง

วันที่ 22 เม.ย.69 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงคดีของนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมพวกรวม 6 คน ถูกตำรวจจับในข้อหา “ร่วมกันกรรโชกทรัพย์” หลังถูกผู้กำกับการตํารวจตรวจคนเข้าเมือง เข้าแจ้งความว่า ถูกข่มขู่เรียกเงินจำนวน 2.5 ล้านบาท เพื่อแลกกับไม่ไลฟ์สดโจมตีการทำงาน เกี่ยวกับขบวนการลักลอบนำผู้ต้องหาชาวจีนออกจากห้องกักของ ตม. ได้รับรายงานเกี่ยวกับการจับกุมผู้เกี่ยวข้องในคดีตั้งแต่เมื่อวาน (21 เม.ย.69) ขณะนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งไปยังต้นสังกัด ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาเกี่ยวกับพฤติกรรมข้าราชการตำรวจที่ถูกออกหมายจับ เนื่องจากมีหลักฐานที่ระบุชัดเจนว่า นายตำรวจคนดังกล่าวนั้นมีสังกัดอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ แต่กลับปรากฏมาอยู่ในพื้นที่นครบาล และอยู่ในขบวนการจนถูกออกหมายจับ ว่ามีหลักฐานชัดเจนมากน้อยเพียงใด โดยหากเข้าข่ายกระทำความผิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีระเบียบและขั้นตอนในการพิจารณาเรื่องของวินัยอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด

ตามขั้นตอนผู้ถูกกล่าวหาก็จะจะต้องรายงานตัวต่อต้นสังกัดว่าต้องคดีอาญา จากนั้นต้นสังกัดก็จะรายงานมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนที่จะพิจารณาในเรื่องปกครอง เบื้องต้นคาดว่าจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 5 วัน พร้อมยืนยันว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีนโยบายว่า หากตำรวจทำถูกต้องและทำดีจะส่งเสริมให้รางวัลให้เจริญก้าวหน้าก้าว แต่ถ้าประพฤติชั่วกระทำผิดและมีพยานหลักฐานฟันไม่เลี้ยง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า เรื่องของระเบียบวินัยตำรวจ มีระเบียบที่ชัดเจนตามกฏหมาย ท้ายที่สุดถ้ามีความผิดชัดเจน สามารถมีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนได้ ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจ แม้ว่าที่ผ่านมาในห้วง 2-3 วันที่ผ่านมา จะมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตำรวจที่ไปทำร้ายประชาชน หรือขบวนการร่วมกรรโชดทรัพย์เงินตำรวจด้วยกัน แต่อยากให้แยกแยะว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวกับองค์กร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำหรับประเด็นที่สื่อมวลชนตั้งข้อสังเกตว่าการควบคุมตัวไปฝากขังดูเงียบผิดปกติจนดูเหมือนมีการปิดข่าวนั้น โฆษก ตร. ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการปิดข่าวหรือมีความกังวลใจเรื่องการถูกฟ้องกลับแต่อย่างใด เนื่องจากการออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย ผ่านการตรวจสอบพยานหลักฐานจากศาลและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง ส่วนการที่ผู้ต้องหาจะใช้สิทธิฟ้องกลับพนักงานสอบสวนนั้นถือเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย ซึ่งตำรวจไม่ได้หวั่นไหวต่อเรื่องดังกล่าว​นอกจากนี้กรณีเหตุการณ์ที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ว่าขอให้ประชาชนแยกแยะว่าเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กร และยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่มีการช่วยเหลือคนผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในกระบวนการตรวจสอบและเอาผิดผู้กระทำความผิดในเครื่องแบบ