จับตาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดี ‘สายน้ำ-ออย’ พ่นสีฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย-เสาชิงช้า เรียกร้องทางการเมือง ปี 66 หลังศาลชั้นต้นลงจำคุก 12 เดือน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (21 เม.ย. 2569) เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 714 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีของ “สายน้ำ” นภสินธุ์ ตรีรยาภิวัฒน์ และ “ออย” สิทธิชัย ปราศรัย สองนักกิจกรรมทางการเมืองวัย 21 และ 28 ปี ตามลำดับ ในข้อหา “ร่วมกันทำให้โบราณสถานเสียหายหรือเสื่อมค่าฯ” ตาม พ.ร.บ.โบราณสถานฯ มาตรา 32 และ “ร่วมกันขีด เขียน พ่นสี หรือทำให้ปรากฏซึ่งข้อความ ภาพ หรือรูปรอยใด ๆ ในที่สาธารณะ” ตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ มาตรา 12 กรณีการพ่นสีสเปรย์ตัวเลข 112 พร้อมขีดฆ่าทับ เครื่องหมายอนาคิสต์ และข้อความ “หยกโดน 112 ตรงนี้” บริเวณฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและฐานเสาชิงช้า เมื่อปี 2566
.
คดีนี้ จำเลยทั้งสองได้ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา และศาลอาญาให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ฝ่ายจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาต่อมา ก่อนมีนัดหมายฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันพรุ่งนี้
.
ทบทวนคดี “ออย-สายน้ำ” กรณีพ่นสีสเปรย์ฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย-เสาชิงช้า ถูกฟ้องในข้อหา “ทำให้โบราณสถานเสียหายหรือเสื่อมค่าฯ”
.
คดีนี้มีเหตุสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2566 “สายน้ำ” นภสินธุ์ และ “ออย” สิทธิชัย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมดำเนินคดีจากกรณีพ่นสีสเปรย์บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและเสาชิงช้า โดยหมายจับออกโดยศาลอาญา ลงวันที่ 1 เม.ย. 2566 ระบุข้อกล่าวหา 2 ข้อกล่าวหา ได้แก่ พ.ร.บ.โบราณสถานฯ มาตรา 32 และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ มาตรา 12
.
“ออย” ถูกจับกุมในช่วงเช้าของวันที่ 6 เม.ย. 2566 และถูกนำตัวไปที่ สน.สำราญราษฎร์ (สถานีตำรวจเจ้าของคดี) ต่อมาสายน้ำที่ติดตามไปที่ด้านหน้า สน.สำราญราษฎร์ ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าแสดงหมายจับในลักษณะเดียวกัน จากนั้นตำรวจได้พาตัวออยแยกไปที่ สน.ทุ่งสองห้อง โดยไม่มีใครทราบ ขณะที่พาสายน้ำไปที่ สน.ฉลองกรุง โดยไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเหตุใดจึงต้องแยกไปสองสถานีตำรวจดังกล่าว ก่อนดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหา โดยทั้งสองคนให้การปฏิเสธ
.
หลังจากนั้น พนักงานสอบสวนจาก 3 สถานีตำรวจ ได้แก่ สน.พญาไท, สน.ดินแดง และ สน.ดุสิต ได้ทยอยเดินทางมาแจ้งข้อกล่าวหาต่อทั้งสองคนในคดีจากการพ่นสีสเปรย์ในพื้นที่ต่าง ๆ แยกเป็นอีก 5 คดี รวมแล้วสายน้ำและออยถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น 6 คดี จากกรณีพ่นสีสเปรย์ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ในคืนวันที่ 31 มี.ค. 2566 ต่อเนื่องถึงวันที่ 1 เม.ย. 2566
.
วันถัดมา (7 เม.ย. 2566) ตำรวจได้ควบคุมตัวทั้งสองคนออกไปขอฝากขังที่ศาลอาญาจำนวน 2 คดี คือ กรณีพ่นสีสเปรย์บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและเสาชิงช้า (คดีของ สน.สำราญราษฎร์) และกรณีพ่นสีสเปรย์รวม 5 จุดในเขตพญาไท (คดีของ สน.พญาไท) อย่างไรก็ตาม ศาลมีคำสั่งไม่ให้ฝากขังทั้งสองคนในทั้งสองคดี โดยเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องออกหมายขัง แต่นัดให้มารายงานตัวตามกำหนดนัด ทำให้วันดังกล่าวทั้งสองคนได้รับการปล่อยตัว
.
พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลอาญาเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2566 โดยศาลอาญาได้นัดสืบพยานระหว่างวันที่ 25-28 มิ.ย. 2567 ซึ่งในระหว่างการสืบพยานโจทก์ ทั้งสองคนได้ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามที่โจทก์ฟ้อง
.
ศาลอ่านคำพิพากษาในวันที่ 9 ก.ย. 2567 เห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษจำคุกทั้งสองคนกระทงละ 1 ปี รวมสองกระทงเป็นจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพหลังสืบพยานโจทก์ไปบ้าง เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง กรณีพ่นสีสเปรย์บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย คงจำคุกคนละ 6 เดือน และฐานพ่นสีสเปรย์บริเวณฐานเสาชิงช้า คงจำคุกคนละ 6 เดือน รวม 2 กระทง จำคุกคนละ 12 เดือน ไม่รอลงอาญา และในวันเดียวกัน ศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี
.
จำเลยอุทธรณ์ ไม่มีเจตนาทำให้โบราณสถานเสียหาย เพียงแต่อยากให้สังคมสนใจ “หยก” เยาวชนที่ไม่ได้รับสิทธิประกันตัว ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นรอการลงโทษ
.
ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2567 “สายน้ำ” และ “ออย” ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้เป็นให้รอการลงโทษและควบคุมความประพฤติไว้ตามที่ศาลเห็นสมควร
.
เนื้อหาอุทธรณ์โดยสรุประบุว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาที่จะทำให้โบราณสถานเสียหาย เพียงแต่หวังให้สังคมสนใจสิทธิขั้นพื้นฐานในการประกันตัวของ “หยก” เยาวชนที่ถูกจับกุมและไม่ได้รับการประกันตัวในขณะนั้น โดยมีใจความสำคัญดังนี้
.
1. จำเลยกระทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เนื่องจากไม่ทราบมาก่อนว่าเสาชิงช้าและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นโบราณสถาน อีกทั้งยังไม่ทราบมาก่อนว่าเสาชิงช้าเป็นโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว จำเลยทั้งสองเพิ่งทราบเมื่อเห็นประกาศเมื่อถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีนี้ จำเลยทั้งสองเป็นก็ประชาชนเฉกเช่นบุคคลทั่วไปที่ย่อมไม่ทราบถึงการยกสถานะของโบราณสถาน
.
2. เจตนาของจำเลยไม่ได้ต้องการทำให้โบราณสถานเสื่อมค่า การพ่นสีสเปรย์นั้น สีที่ใช้เป็นสีที่สามารถลบออกได้ และสามารถทาสีทับเพื่อให้กลับโบราณสถานคืนสู่สภาพเดิมได้ การกระทำไม่ได้ทำให้พื้นผิวของโบราณสถานทั้งสองแห่งสึกกร่อนหรือเสียหายแต่อย่างใด เพียงแต่ทำให้เกิดความสกปรกและไม่สบายตาเท่านั้น กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นผู้เสียหาย ก็ได้เรียกค่าเสียหายเป็นเพียงค่าทำความสะอาดและทาสีเท่านั้น เนื่องจากไม่ปรากฏความเสียหายในลักษณะที่ต้องซ่อมแซมด้วยวิธีอื่นแต่อย่างใด
.
3. การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ได้ส่งผลให้โบราณสถานทั้งสองแห่งสูญเสียคุณค่าทางประวัติศาสตร์ลงแต่อย่างใด กรณีนี้ย่อมแตกต่างโดยสิ้นเชิงหากเป็นการพ่นสีเสปรย์ลงบนโบราณสถานที่เป็นภาพเขียนสีโบราณ ย่อมทำลายคุณค่าของโบราณสถานแห่งนั้นโดยสิ้นเชิง และหากพิจารณาถึงประวัติการบูรณะโดยเปลี่ยนเสาชิงช้าใหม่ทั้งหมดในปี 2549 เนื่องจากทรุดโทรมและผุแตกอย่างมาก ก็จะเห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยไม่ได้เป็นการทำให้โบราณสถานสิ้นคุณค่าลงอย่างสิ้นเชิงแต่อย่างใด
.
จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับโทษจำคุกในคดีใดมาก่อน และในขณะเกิดเหตุ “สายน้ำ” (จำเลยที่ 1) ยังอายุ 19 ปี ส่วน “ออย” (จำเลยที่ 2) อายุ 25 ปี จำเลยทั้งสองอยู่ในสภาวะกดดันทางจิตใจเนื่องจากเพื่อนของจำเลยคือ "หยก" เยาวชนอายุ 14 ปี ถูกออกหมายจับในความผิดตามมาตรา 112 ถูกส่งเข้าสถานพินิจและไม่ได้รับสิทธิประกันตัวตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองกระทำการดังกล่าวโดยหวังว่าสังคมจะหันมาสนใจสิทธิขั้นพื้นฐานในการประกันตัวของหยก ไม่ได้กระทำลงไปเพราะมีเจตนาทำลายโบราณสถาน
.
จำเลยยอมรับในความผิดที่ได้กระทำลงไปและได้ให้การรับสารภาพ จึงขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาถึงความหนักเบาแห่งการกระทำของจำเลยทั้งสองที่ไม่ได้มีพฤติการณ์ร้ายแรง ตลอดจนผลของการกระทำก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงถึงขนาดต้องลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง จึงขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้เป็นให้รอการลงโทษจำเลย และควบคุมความประพฤติไว้ตามที่ศาลจะเห็นสมควร
#สายน้ำ #ออยสิทธิชัย #ศาลอุทธรณ์ #มาตรา112 #อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย #เสาชิงช้า #พรกโบราณสถาน #สิทธิประกันตัว #หยก112 #นักกิจกรรมทางการเมือง #ข่าวการเมือง #ศาลอาญา #พ่นสีโบราณสถาน #เสรีภาพการแสดงออก #สายน้ำนภสินธุ์ #สิทธิมนุษยชน #คดีการเมือง #ความยุติธรรม #อุทธรณ์คดี #ข่าววันนี้ #การเมืองไทย2569








