จากกรณีวันที่ 12 มี.ค.69 ที่ผ่านมา ปรากฏรายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุถึงความคืบหน้าในคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติ 5:2 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรค และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอีกจำนวน 91 ราย ไม่มีมูลความผิดในคดี ส่วนอีก 2 มติ เห็นควรให้ชี้มูล 134 รายในกลุ่ม สว.ปัจจุบัน 138 ราย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนทำความเห็นเสนอมติต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือบอร์ดกกต. ชุดใหญ่ ขณะที่สำนวนคดีความผิดอาญาที่ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ได้ถูกตีกลับสำนวนจากอัยการคดีพิเศษ หลังสั่งฟ้องผู้ต้องหาล็อตแรก จำนวน 8 ราย ประกอบด้วย สว.ตัวจริง 2 ราย และอีก 6 ราย เป็นเครือข่ายของพรรคการเมืองดัง โดยอัยการคดีพิเศษได้สั่งการสอบสวนเพิ่มเติมให้ครบถ้วน และให้รวบรวมข้อมูลจากสำนวนของ กกต. ที่สืบสวนสอบสวนคณะบุคคล 7 กลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. เข้าสู่สำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอด้วย ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 24 มี.ค. ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้าตอนนี้ เรากำลังพยายามติดตาม แต่ก็ต้องรอผลการวินิจฉัยชี้ขาดหรือมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (บอร์ด กกต.) จากนั้นเราจึงจะเรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่มีดีเอสไอและพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน มาร่วมประชุม อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้เราก็มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลตามที่อัยการคดีพิเศษได้มีคำสั่งให้ดำเนินการ ทั้งเรื่องเส้นทางการเงิน และการวิเคราะห์เส้นทางการเงิน อย่างไรก็ดี เรายอมรับว่าการรอให้บอร์ด กกต. มีมติชี้ขาดก็เป็นส่วนหนึ่งที่อัยการคดีพิเศษได้แจ้งไว้เช่นเดียวกัน เพราะอัยการคดีพิเศษก็ให้เราได้รวบรวมพยานหลักฐานในส่วนนี้ด้วย จึงต้องทำให้ครบถ้วน.








