อาชญากรรม

ตำรวจทลายเซฟเฮ้าส์ลพบุรี ขยายผลถึงสระบุรี ยึดยาบ้ากว่า 4.2 ล้านเม็ด

แชร์ข่าว

ภักดี วีระรัตน์ / รายงาน

ปัญหาการบุกทลาย Safe House หรือแหล่งมั่วสุมเสพยาเสพติด (โดยเฉพาะยาบ้า) ในปัจจุบันมีความซับซ้อนขึ้น เนื่องจากกลุ่มผู้กระทำผิดมักใช้ที่พักอาศัยที่ดูปกติเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ ในรูปแบบของ Safe House ในปัจจุบันโดยใช้​บ้านเช่า คอนโดมิเนียม หรือหอพักในย่านชุมชนหนาแน่น เพื่อปะปนไปกับคนทั่วไป​ มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) รอบทิศทางเพื่อดูความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ และมีทางออกลับหรือหน้าต่างที่ดัดแปลงไว้หลบหนี​และ​เครือข่ายออนไลน์มีการนัดหมายมักทำผ่านกลุ่มปิดในโซเชียลมีเดีย ทำให้ยากต่อการติดตามร่องรอยหากไม่มีสายลับหรือการสืบสวนทางเทคโนโลยี

ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มี.ค.69 ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล "บิ๊กราญ" พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.,/ผอ.ศอ.ปส.ตร. พร้อมด้วย​"บิ๊กหยามฎพล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น.," บิ๊กนพ"พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร./ช่วยราชการ บช.น.," บิ๊กลพ"พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า," บิ๊กสันต์"พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม ," บิ๊กจ๋อ"พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์," บิ๊กพร"พล.ต.ต.อัฎพร วงศ์ศิริปรีดา รอง ผบช.น.,"บิ๊กซ่า" พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1, พ.ต.อ.เอกภพ ตันประยูร, พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1, พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1, พ.ต.ท.ณัชฐปกรณ์ หัดคำ รอง ผกก.สส.บก.น.1, พ.ต.ท.ณัฐฐโภคิน เหลืองลักษมี, พ.ต.ท.อรรถพงษ์ นกขุนทอง รอง ผกก.สส.บก.น.1 และ พ.ต.ท.เอกยุทธ อดิสรสว.กก.สส.บก.น.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.น.1 แถลงข่าวจับกุมนายเฉลิมพล หรือเม่น มาแก้ว อายุ 28 ปี, 2.นายพีรพล หรือจูน เสื่อทอง อายุ 28 ปี, 3.นายวิชัย กงศร อายุ 49 ปี และ 4.นายนิพล แสงกล้า อายุ 59 ปี พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 4.290 ล้านเม็ด, รถยนต์ที่ใช้ขนยาเสพติด รวม 4 คัน เป็นรถเก๋งแท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส สีเหลือง-แดง 2 คัน ทะเบียน ทข 470 หมวดจังหวัดขอนแก่น และยี่ห้อโตโยต้า รุ่นพรีอูส ทะเบียน 1 มฆ 1513 กรุงเทพมหานคร และกระบะ ยี่ห้ออีซูซุ ดีแม็กซ์ สีดำ ทะเบียน 2 ขห 1611 กรุงเทพมหานคร, และกระบะ ทะเบียน กต 7213 ลำพูน และโทรศัพท์มือถือ รวม 4 เครื่อง โดยจับกุมได้ที่พื้นที่บ้านเช่า จ.ลพบุรี ต่อเนื่องห้องเช้าไม่มีชื่อ ต.บางขันหมาก อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี และปั๊มน้ำมัน ต.ตลิ่งชัน อ.เมืองสระบุรี จ.สระบุรี

"บิ๊กราญ" พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่มีการเฝ้าติดตามเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี โดยเฝ้ารถยนต์เป้าหมายคันดังกล่าว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 มี.ค.69 ถึงวันที่ 14 มี.ค.69 จนพบว่ารถยนค์คันดังกล่าว ลักลอบขนลำเลียงยาเสพติดมาไว้ที่บริเวณภายในบ้านพัก ถ.ลพบุรี-สิงห์บุรี ต.บางขันหมาก อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี โดยมีนายพีรพล หรือจูน ได้ขับขี่ออกมาจากบ้านหลังดังกล่าว จึงเรียกให้หยุดรถและได้เข้าไปแสดงตัวเพื่อทำการตรวจค้น กระทั่งจับกุมนายพีรพล ไว้ได้และรับว่าได้ลักลอบขนยาเสพติดมาไว้ที่บ้านพัก ก่อนเข้าทำการตรวจค้นภายในบ้าน พบนายเฉลิมพล หรือเม่น แสดงตัวว่าเป็นเจ้าของห้องหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการ ตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบยาบ้า ของกลาง กว่า 1.8 ล้านเม็ด วางอยู่อยู่กับพื้นภายในห้อง ภายในบ้านพัก ถ.ลพบุรี-สิงห์บุรี จ.ลพบุรี

จากการสวบสวน นายพีรพล ผู้ต้องหาให้การว่า กำลังจะขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวไปรับยาเสพติดมาจาก พุแค สระบุรีและนำมาเก็บไว้ภายในบ้านพัก ถ.ลพบุรี-สิงห์บุรี ต.บางขันหมาก อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี โดยมี นายเฉลิมพล ผู้ต้องหาอีกคน เป็นผู้เฝ้ายาเสพติดดังกล่าว เพื่อเตรียมที่จะนำไปจำหน่ายให้กับลูกค้าในบริเวณต่าง ๆ ตามที่ได้มีการนัดหมาย โดยได้ค่าจ้างครั้งละ 1 แสนบาท โดยนำมาแบ่งกัน และยังรับสารภาพอีกว่า ยาเสพติดทั้งหมดตนได้ รับการสั่งการจากผู้ว่าจ้าง (ไม่ทราบชื่อจริงสกุลจริง) ผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ใช้ชื่อว่า "พีซีเอส" โดยจะมีการส่งข้อมูลการติดต่อสื่อสารมาให้ เพื่อใช้ติดต่อนัดหมายในการรับและส่งยาเสพติดตามจุดต่างๆ หลังจากตนส่งยาเสพติดให้กับลูกค้าเรียบร้อยแล้ว ตนจะได้รับค่าจ้างเป็นรายครั้งไป โดยแต่ละครั้งจากผู้ว่าจ้าง เป็นเงินสด

นายเฉลิมพล​ กล่าวว่าตน ได้รับคำสั่งการจากผู้ว่าจ้าง มาแล้วประมาณ 1 เดือน 2 ครั้ง ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม โดยในวันที่จับกุมนายพีรพลฯ จะต้องไปรับยาเสพติดอีกหนึ่งเจ้า ที่บริเวณปั้มน้ำมัน ถ.มิตรภาพ จ.สระบุรี ก่อนพาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำการขยายผลตรวจค้นจับกุมตัว นายวิชัย และ นายนิพล พร้อมทั้งยึดของกลางยาบ้าได้อีกกว่า 2.4 ล้านเม็ด

เบื้องต้นจึงแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน เป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส.ดำเนินคดีต่อไป

ด้าน"บิ๊กจ๋อ"พล.ต.ต.ธีรเดช​ รอง​ผบช.น./รองโฆษก​ตร.กล่าวว่า ศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดสำนักงานตำรวจแห่งชาติรับนโยบายจากนายกรัฐมนตรี และ ผบ.ตร.เน้นย้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ ส่วนของตำรวจภูธรภาค 1 ก็มีการขยายผลจับกุมไปก่อนหน้านี้ และได้มอบรางวัลให้ตำรวจที่จับกุมยาเสพติดและมีการวิสามัญต่อสู้กับคนร้าย จ.อุตรดิตถ์ ไปเมื่อเช้านี้ ซึ่งยาเสพติดอาจจะลักลอบ เข้ามาจากทางด้านอีสานตอนบนและตอนล่างซึ่งจะมีการประสานงานปราบปรามอย่างจริงจัง รวมถึงเครือข่ายเหล่านี้ เมื่อถูกจับกุมเยอะเข้าก็ต้องการขนลงมาที่ครั้งละเยอะๆ และฝากเตือนผู้ว่าจ้างที่อยู่นอกประเทศที่ติดต่อกัน จะเห็นว่าต้องการหาคนลำเลียงและให้ค่าจ้างขนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

ข่าวแนะนำ