“มูลนิธิสัมมาชีพ” เปิดอบรมหลักสูตร ผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 16 คึกคัก ภายใต้หัวข้อ “ผู้นำท้องถิ่นเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ เชิงปฏิบัติ: Smart & Livable City Leaders for Local Transformation” ตั้งเป้า สร้างผู้นำ นักธุรกิจ นักพัฒนาเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น สร้าง Smart City เมืองสมาร์ทที่ทำได้จริง” ประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ” ชี้เครือข่ายความร่วมมือผู้นำสัมมาชีพ พลังสำคัญ ดันเศรษฐกิจใหม่ท้องถิ่น ขับเคลื่อนประเทศในยุคโลกเปลี่ยน
นายวิเชฐ ตันติวานิช รองประธานมูลนิธิสัมมาชีพ ประธานสถาบันผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การอบรมหลักสูตรผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 16 ว่า ที่ผ่านมา มูลนิธิสัมมาชีพได้จัดอบรมหลักสูตรผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง (Leadership for Change - LFC) ติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปี 2568 มีจำนวน 15 รุ่น โดยมีผู้ได้รับการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 1,579 คน ภายใต้หัวข้อที่ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปในทุกช่วงเวลา
ดร.อุตตม สาวนายน
เช่นเดียวกับในปี 2569 เป็นการอบรมรุ่นที่ 16 ภายใต้หัวข้อ “ผู้นำท้องถิ่นเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ เชิงปฏิบัติ: Smart & Livable City Leaders for Local Transformation” โดยมุ่งสร้างผู้นำ ผู้บริหารเมือง ท้องถิ่น ชุมชน เป็นผู้ผลักดันเมืองให้น่าอยู่โดยอาศัยความกลมกลืนกับเทคโนโลยีสมัยใหม่-นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมกับชุมชนและดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกระแสโลกในขณะนี้ เพื่อทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเข้มแข็ง จึงจะเป็นเมืองที่อยู่อย่างแท้จริง
“วัตถุประสงค์ของการอบรมฯ ต้องการให้ผู้นำเมือง ผู้นำท้องถิ่น ให้เข้าใจปัญหาเมือง นำไปสู่การเป็น Smart City สร้างเสริมสมรรถนะผู้นำ ในการพัฒนาเมืองอย่างบูรณาการ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจใหม่ท้องถิ่น และเศรษฐกิจฐานราก จากการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่สำคัญยังเป็นการปลูกฝังผู้นำสัมมาชีพ โดยเน้นการดำเนินการที่โปร่งใส และพัฒนาเมือง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายวิเชฐ กล่าว
รองประธานมูลนิธิสัมมาชีพ ประธานสถาบันผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง ยังกล่าวว่า ผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งเป็นผู้นำ แต่ต้องเป็นผู้ที่มี “ภาวะผู้นำ” จึงจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงชุมชน ท้องถิ่น และการเปลี่ยนแปลงเมือง หรือ Smart City ได้
“ผู้นำ ต้องเริ่มจากตัวเรา ที่ต้องมีภาวะผู้นำ อาจไม่มีตำแหน่งเป็นผู้นำ แต่เมื่อมีภาวะผู้นำในจิตวิญญาณ จะสามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน ท้องถิ่น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเมืองในมิติของการเปลี่ยนแปลง คน สถานที่ โอกาส ความยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงจะทำให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้” นายวิเชฐ กล่าว
ดร.อุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ เปิดงานและปาฐกถาพิเศษ “Smart City ผู้นำหัวใจสัมมาชีพ” ว่า หัวข้อการอบรม LFC รุ่นที่ 16 นับเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนแปลงมหาศาล ขณะที่ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆในโลก จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเห็นว่าโจทย์เรื่อง Smart City หรือการทำเมืองให้น่าอยู่ นับเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลก ไปพร้อมกับการสร้างโอกาสให้กับคนในสังคม คิดต่อยอดทำให้เมือง ท้องถิ่น ชุมชน เป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลง
“วันนี้โลกกำลังเปลี่ยนแปลง จากเดิมพูดถึงการเชื่อมโยงโลกาภิวัฒน์ แต่วันนี้เปลี่ยนไป เป็นโลกของการแตกตัวแยกเป็นส่วนๆ เกิดการชิงอำนาจของขั้วอำนาจใหญ่ๆในโลก เกิดปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ กระทบต่อความมั่นคงของรัฐในหลายประเทศ นอกจากนี้โลกยังเผชิญช่องว่างความเหลื่อมล้ำ และเผชิญผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จากยุคอินเตอร์เน็ต ยุคดิจิทัล มาสู่ AI ประเทศไทยหนีไม่พ้น เพียงแต่เราจะพาประเทศฝ่ากระแสไปอย่างไร”
ดร.อุตตม ยังเห็นว่า “ชุมชนและคนฐานราก” นับเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ ไม่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น เนื่องจากเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยชุมชน ท้องถิ่น จะต้อง “เชื่อมโยง” เครือข่ายความร่วมมือจึงจะทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้นได้
“เรื่องของการสร้าง Smart City ต้องอาศัยพลังเครือข่าย ภาคประชาชน พลเมือง รัฐ เอกชน และภาคการศึกษา โดยเจ้าของพื้นที่ ผู้นำสัมมาชีพ ต้องเป็นเจ้าของปัญหา ต้องเป็นผู้กำหนดโอกาสและอนาคตของตัวเอง โดยอาศัยองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่าย ระดมพลังจากภาคส่วน นำไปสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดได้จริง จะเป็นพลังที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ ถ้าชุมชนเข้มแข็ง เมืองก็เปลี่ยนได้ ประเทศก็เปลี่ยนได้” ประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ กล่าว








