Inspire IVF เปิด Telemedicine IVF แห่งแรกในอาเซียน ผสาน AI พลิกโฉมการรักษาผู้มีบุตรยาก ยกระดับ Fertility Care แบบไร้พรมแดน เชื่อมผู้ป่วยทั่วโลกสู่การรักษาในประเทศไทย
วันที่ 25 มี.ค.69 บริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) หรือ “IVF” ผู้นำศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยากแบบครบวงจรระดับพรีเมียมของเอเชีย ประกาศเปิดตัว “Inspire IVF Telemedicine Service” แพลตฟอร์มการดูแลรักษาผู้มีบุตรยากทางไกลที่ผสานเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) เข้ากับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเชื่อมต่อการดูแลผู้ป่วยจากทุกที่ในโลกอย่างต่อเนื่อง การเปิดตัวแพลตฟอร์มดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม Fertility Care ในภูมิภาค และตอกย้ำบทบาทของ Inspire IVF ในฐานะ ผู้บุกเบิก Telemedicine IVF แห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการรักษาภาวะมีบุตรยาก และขยายการเข้าถึงบริการทางการแพทย์สมัยใหม่ในระดับนานาชาติ
แพลตฟอร์มดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Simplicity in Every Step” ซึ่งมุ่งลดความซับซ้อนของกระบวนการรักษา เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงทีมแพทย์ และยกระดับประสบการณ์ของผู้รับบริการให้ใกล้ชิดและต่อเนื่องยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้รับบริการจากต่างจังหวัดและต่างประเทศ ที่ต้องการวางแผนการรักษาล่วงหน้าก่อนเดินทางมายังประเทศไทย
Inspire IVF เป็นหนึ่งในศูนย์รักษาภาวะมีบุตรยากที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล โดยเป็นคลินิกเฉพาะทางด้านการรักษาภาวะมีบุตรยากรายแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) และ ISO 9001 จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยของบริการทางการแพทย์ในระดับสากล
นอกจากนี้ Inspire IVF ยังเป็น ศูนย์ IVF รายแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน TEMOS จากประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้ประเมินคุณภาพบริการด้านการแพทย์สำหรับผู้ป่วยนานาชาติ (International Patient Care) สะท้อนถึงความพร้อมของระบบการรักษา บุคลากรทางการแพทย์ และมาตรฐานการให้บริการที่เทียบเท่าศูนย์การแพทย์ชั้นนำระดับโลก
ด้วยมาตรฐานดังกล่าว Inspire IVF จึงสามารถยกระดับคุณภาพการรักษาและประสบการณ์ของผู้รับบริการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมอัตราความสำเร็จในการรักษาที่สูงถึง 70–76% ตามมาตรฐานทางการแพทย์ สำหรับผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ทางการแพทย์ของศูนย์
นางสาวเกศิณี กุลดิลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) หรือ “IVF” เปิดเผยว่า “ภาวะมีบุตรยากกำลังกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสุขภาพของคนทั่วโลก ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าภาวะมีบุตรยากกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยจำนวนผู้ที่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยากเพิ่มขึ้นกว่า 20% ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ความต้องการบริการรักษาที่มีคุณภาพและเข้าถึงได้ง่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามผู้รับบริการจำนวนมากยังเผชิญข้อจำกัดด้านระยะทาง เวลา และการเข้าถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้วยความท้าทายเหล่านี้ Inspire IVF จึงพัฒนา ‘Inspire IVF Telemedicine Service’ เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเริ่มต้นวางแผนการรักษา ปรึกษาแพทย์ และติดตามผลการรักษาได้จากทุกที่ในโลก”
“เราเชื่อว่า Telemedicine ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการยกระดับรูปแบบการดูแลผู้ป่วยให้มีความต่อเนื่อง เข้าถึงได้ง่าย และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้รับบริการในยุคดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้รับบริการจากทั่วโลกสามารถเข้าถึงการรักษามาตรฐานสากลในประเทศไทยได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่นคู่สมรสที่อยู่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ สามารถปรึกษาแพทย์ วางแผนการรักษา ทบทวนผลตรวจ และรับคำแนะนำเบื้องต้นผ่านระบบออนไลน์ ก่อนเดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งช่วยลดจำนวนครั้งในการเดินทาง ประหยัดเวลา และยังคงได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในทุกขั้นตอน” นางสาวเกศิณี กล่าว
บริการ Inspire IVF Telemedicine Service ถูกออกแบบเพื่อยกระดับประสบการณ์การรักษาภาวะมีบุตรยาก โดยมีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่
- Real-time Consultation: ปรึกษาแพทย์ออนไลน์แบบเรียลไทม์ ครอบคลุมทั้งการประเมินเบื้องต้น การวางแผนการรักษา และการติดตามผลการรักษา
- AI Social Chatbot & 24/7 Support: ระบบ AI อัจฉริยะช่วยตอบคำถามเบื้องต้น แจ้งเตือนนัดหมาย และให้คำแนะนำสำคัญในการดูแลตัวเองระหว่างการรักษาตลอด 24 ชั่วโมง
- Multi-language Support: รองรับการให้บริการหลายภาษา เพื่อดูแลผู้รับบริการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างไร้รอยต่อ
- High Security Standard: ระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลทางการแพทย์ตามมาตรฐานสากล เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความลับทางการแพทย์
การเปิดตัว Telemedicine IVF ในครั้งนี้ ยังเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ Medical Hub ด้าน Fertility Care โดยช่วยให้ผู้รับบริการจากทั่วโลกสามารถเริ่มต้นวางแผนการรักษาได้ตั้งแต่ประเทศต้นทาง ก่อนเดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการรักษา เสริมศักยภาพด้าน Fertility Tourism และยกระดับประสบการณ์ของผู้รับบริการต่างชาติ
การลงทุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเติบโตเชิงกลยุทธ์ของบริษัท ภายใต้โครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของบริษัทจดทะเบียน ผ่านการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และการขยายตลาดสู่ระดับนานาชาติ
นางสาวเกศิณี กล่าวเพิ่มเติมว่า “Inspire IVF ยังคงเดินหน้าลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว โดยบริษัทได้วางแนวทางการเติบโตผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 1. การขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ ศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ 2. การศึกษาการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพ พิจารณาการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพทั้ง Healthcare และ Non-Healthcare และ 3. การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่น Artificial Intelligence และ Robotic Technology สำหรับห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ในอนาคต”
ภายใต้แผนธุรกิจระยะกลางระหว่างปี 2569–2571 ตามที่นำเสนอในโครงการ SET Jump+ บริษัทเชื่อมั่นว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยี การยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลของผู้รับบริการ และการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันให้ Inspire IVF เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
“Inspire IVF จะยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและรูปแบบการดูแลผู้รับบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้การรักษาภาวะมีบุตรยากเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย สะดวก และมีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น ตามแนวคิด ‘Simplicity in Every Step’” นางสาวเกศิณี กล่าวสรุป
รับชมภาพยนตร์โฆษณา Inspire IVF Telemedicine: https://www.facebook.com/share/v/178nUyU3zU/








