กระแส “พรรคประชาชน” หรือ “กระแสส้ม” ยังคงแรงต่อเนื่องแบบไม่มีทีท่าจะแผ่ว ล่าสุดนิด้าโพลเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน มีคะแนนนิยมสูงสุดที่ 29.08% ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความนิยมของพรรคประชาชนทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อรวมกัน ทะลุ 34% สูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง
จากตัวเลขดังกล่าว สะท้อนภาพว่ากระแสส้มกำลังพุ่งแรงจนเกิดคำถามว่า “มีอะไรหยุดได้หรือไม่” หรือแทบไม่มีอะไรมากั้นความร้อนแรงของพรรคประชาชน ส่งผลให้เริ่มมีเสียงบ่นจากกองเชียร์ฝั่งอนุรักษ์ถึงขั้นพูดกันเล่น ๆ ว่าอาจ “เก็บกระเป๋าย้ายประเทศ” หากพรรคส้มได้เป็นรัฐบาล!!?
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชนไม่ได้หยุดอยู่แค่การชนะเลือกตั้ง แต่คือการ คว้าเสียงข้างมากระดับ 200 ที่นั่ง เพื่อสร้างชัยชนะที่ห่างจากพรรคอันดับสองอย่างชัดเจน ตัดปัญหาการตั้งรัฐบาลแข่ง และลดความเสี่ยงในการถูกโดดเดี่ยวทางการเมือง เพราะหากได้ถึงระดับดังกล่าว พรรคอื่น ๆ ก็จะหาข้ออ้างในการไม่ร่วมรัฐบาลได้ยากขึ้น
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ยิ่งกระแสส้มแรงมากเท่าใด กระแส “ยุทธการสอยส้ม” ก็ยิ่งขยับแรงขึ้นเท่านั้น ก่อนวันเลือกตั้งเริ่มเห็นสัญญาณของปรากฏการณ์ “บ้านใหญ่จับมือกัน” ในหลายพื้นที่ ทั้งการรวมตัวกับพรรคภูมิใจไทย หรือการพักรบทางการเมืองระหว่างพรรคเพื่อไทยกับภูมิใจไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นการลดแรงปะทะกันเอง เพื่อโฟกัสเป้าหมายเดียวกัน คือสกัดไม่ให้พรรคประชาชนแตะหลัก 200 ที่นั่ง
ปรากฏการณ์ดังกล่าวจึงถูกตีความว่า เป้าหมาย 200 ที่นั่งของพรรคประชาชนได้กลายเป็น “ภัยคุกคามร่วม” ของทุกพรรคการเมืองไปแล้ว
นอกจากนี้ ยังน่าจับตาจังหวะการขยับใช้กลไกอำนาจรัฐในการขุดคุ้ยคดีความต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแกนนำและบุคคลสำคัญของพรรคประชาชนในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อคะแนนนิยมในระดับเขต
อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ คือการกลับมาของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ในบทบาทของอดีตผู้เคยสนับสนุนกระแสส้ม แต่พลิกมาเป็นผู้ไล่ฉะ แฉ และโจมตีพรรคส้มรายวัน ภาพการตอกย้ำประเด็นสีเทาใส่พรรคที่ขายจุดยืน “ขาวสะอาด” และ “ความใหม่” ถูกมองว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นความพยายามเขย่าความเชื่อมั่นของฐานเสียงโดยตรง
ขณะเดียวกัน ยังมีการตั้งสมมติฐานที่แหลมคมว่า ต่อให้พรรคประชาชนได้ 200 ที่นั่ง ก็อาจไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากชะตากรรมของอดีต สส.ก้าวไกล 44 คน ซึ่งปัจจุบันเป็นแกนนำพรรคประชาชน ที่เผชิญคดีจริยธรรมร้ายแรงจากกรณีเสนอแก้ไขมาตรา 112 โดยหากพิจารณาจังหวะเวลาการทำงานของ ป.ป.ช. มีความเป็นไปได้สูงที่ผลทางคดีจะถูกลากยาวไปจนถึงหลังวันเลือกตั้ง และอาจกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ทางการเมือง
ยิ่งไปกว่านั้น สส.ตัวตึงอย่าง รักชนก ศรีนอก ก็ยังอยู่ระหว่างการประกันตัวสู้คดีมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีการโพสต์และรีทวีตข้อความในแอปพลิเคชัน X ซึ่งศาลเคยมีคำพิพากษาจำคุก 6 ปี โดยไม่รอลงอาญาในคดีที่เกี่ยวข้อง
สถานการณ์ทั้งหมดจึงนำไปสู่ฉากทัศน์การเมืองหลายรูปแบบ โดยฉากแรกคือ หากพรรคประชาชนชนะเลือกตั้งและอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล แต่มีคำสั่งให้แกนนำระดับหัวแถวอย่าง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ ศิริกัญญา ตันสกุล หยุดปฏิบัติหน้าที่ อาจทำให้พรรคเกิดอาการ “ช็อก” และขาดผู้นำในการเจรจาต่อรอง
หากจำนวน สส. ที่ถูกตัดสิทธิหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่เพิ่มขึ้นเป็นหลักสิบ ตัวเลข 200 ที่นั่งก็จะหดตัวลงทันที เปิดทางให้สูตรจัดตั้งรัฐบาลแบบ “ข้ามขั้ว” กลับมามีบทบาทอีกครั้ง
ฉากทัศน์ที่น่ากังวลที่สุด คือภาพของ “ชัยชนะบนซากปรักหักพัง” ที่พรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง แต่แกนนำถูกสอยจนระเนระนาด จนนำไปสู่ความไม่พอใจและความขัดแย้งทางการเมืองบนท้องถนน ซึ่งอาจกลายเป็นบททดสอบใหญ่ของเสถียรภาพประเทศในระยะต่อไป
#กระแสส้ม #พรรคประชาชน #ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ #นิด้าโพล #โพลนายก #เลือกตั้ง2569 #การเมืองไทย #ข่าวการเมือง #200ที่นั่ง








