อาการไม่ร้อนใจ ไม่ร้อนรนไปกับผลการสำรวจจากโพล สำนักต่างๆ ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย คล้ายเป็นการตอกย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยเอง น่าจะประเมินสถานการณ์การต่อสู้สนามเลือกตั้งรอบนี้ได้แล้วว่า พรรคสีน้ำเงิน อยู่ในโหมดที่ “ได้เปรียบ” นำร่องไปล่วงหน้า
และเหนืออื่นใด พรรคภูมิใจไทย ยังเปิดกว้าง พร้อมเป็น “พันธมิตร” กับแทบทุกพรรคที่ต้องการตีตั๋วร่วมขบวน “รัฐบาลผสม” ไปด้วยกัน หลังเสร็จศึก 8 กุมภาพันธ์
ท่าทีของอนุทิน คือการอยู่เหนือ “ทุกความขัดแย้ง” ในท่ามกลางที่ “พรรคประชาชน” กำลังติดหล่มอยู่กับปม “วาทกรรม” ทั้งเรื่องมีทหารไว้ทำไม และ การแก้ไข ม.112 จนส่งผลทำให้ การเดินสายหาเสียงของผู้สมัครสส.ของพรรคประชาชน ถูกกลบไปด้วยความขัดแย้ง ทั้งจากคนการเมืองด้วยกันเอง ไปจนถึง ประชาชนกับผู้ช่วยหาเสียง
ทั้งนี้ การอยู่ในอำนาจของรัฐบาลรักษาการ ย่อมสร้างความได้เปรียบทางการเมืองไปโดยปริยาย ไม่ต้องนับถึงการสะสมตัวเลข สส. ดึงนักการเมืองเข้าพรรคภูมิใจไทย กันมาตั้งแต่ก่อนยุบสภาฯ แล้วด้วยซ้ำ
แต่อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่า พรรคภูมิใจไทยเอง จะไม่มีเงื่อนปมหรืออุปสรรคใดให้ต้อง “สะดุด” !!
วันนี้มีการพูดกันไปไกลถึงขั้นที่ว่า “ล็อกตัวนายกฯ” กันเอาไว้แล้วหลังเลือกตั้ง รวมถึงโอกาสที่พรรคภูมิใจไทยจะเป็น “แกนนำ” ในการจัดตั้งรัฐบาล มีสูง
หมายความว่า หลังการเลือกตั้ง นายกฯคนใหม่ จะเป็น “อนุทิน” ส่วนพรรคสีน้ำเงิน จะทำหน้าที่พรรคแกนนำตั้งรัฐบาล แต่นั่นต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า พรรคภูมิใจไทย จะต้องได้ ตัวเลขสส.เอาไว้ในมือ 150 ที่นั่งขึ้นไป หรือ บวก-ลบ ต้อง เกิน 110 ที่นั่ง
แต่ด้วยปัจจัยที่ว่าโอกาสที่จะพรรคภูมิใจไทย จะทำแต้มได้มากพอ ที่จะมีความชอบธรรม สามารถเป็นผู้กำหนดเกมตั้งรัฐบาลผสมด้วยการได้สส.ตามเป้านั้นไม่ใช่เรื่องง่ายดาย !!
โดยเฉพาะในพื้นที่ “ภาคใต้” 14 จังหวัด 59 เขตเลือกตั้งนั้น ปรากฏว่า การกลับมา “ทวงคืน” พื้นที่ของ “พรรคประชาธิปัตย์” อาจกลายเป็นเรื่องยุ่งยากตามมา เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ในขณะนั้นพรรคสีฟ้า อยู่ในสภาพที่ “อ่อนแรง” เต็มที
ล่าสุด “นิด้าโพล” สะท้อนความเห็นจากคนสงขลา พบว่า ชื่อของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาแรงแซงทุกพรรค ขึ้นอันดับ 1 ทางด้าน “แม่ทัพใต้” อย่าง “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯและ รมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ยอมรับว่า “มีความกังวล” ที่คะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ใน จ.สงขลาตีตื้น ซึ่งนิด้าโพลระบุว่าประชาชนใน จ.สงขลา กว่า 40 เปอร์เซ็นต์
หมายความว่า เป้าหมายที่พรรคภูมิใจไทย ตั้งเอาไว้ใน14 จังหวัดภาคใต้ 31 สส.ที่จะพาเข้าสภาฯ นั้นมีโอกาสถูกลดลงไป
นอกจากนี้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ พรรคสีน้ำเงิน ยังต้องไปสู่กับ “แชมป์เก่า” คือ พรรคประชาชาติ โดยจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว กวาดสส.3จังหวัดภาคใต้ไปได้ 7 เขตเลือกตั้ง
และหากพรรคภูมิใจไทย หวังที่จะปักธงในพื้นที่กทม. ก็อาจไม่ใช่เรื่องง่าย อีกเช่นกัน เมื่อการเลือกตั้งปี 2566 สมรภูมิกทม. เป็นการฟาดฟันระหว่าง “แดง “กับ “ส้ม” และครั้งนี้ กทม.คือ “เป้าหมาย” ที่พรรคประชาธิปัตย์ จะกลับมาทวงคืน ที่นั่งจากพรรคส้ม จึงเท่ากับว่าสนามกทม. อาจไม่ใช่ “ที่หวัง” สำหรับพรรคภูมิใจไทยได้อีกเช่นกัน และอย่าลืมว่าที่ผ่านมา พรรคสีน้ำเงินไม่เคยปักธงในกทม.ได้แต่อย่างใด
แม้พรรคภูมิใจไทย จะอยู่ในฐานะที่ “ได้เปรียบ” หากประเมินจากกูรูหลายสำนัก แต่เมื่อการต่อสู้ยังไม่ยุติ ยังไม่มีอะไรการันตีได้ว่า พรรคภูมิใจไทย จะทำแต้มพุ่งให้มากขึ้นอีก 2 เท่าตัวหากคิดจากฐานตัวเลขสส.เดิมเมื่อปี 2566 คือ 71 สส.
ยิ่งเมื่อเวลานี้ ทุกพรรคการเมือง ที่ถูกจับตาว่าจะเป็น “พรรคอันดับ 4” ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม กำลังเป็นทั้งมิตร และคู่แข่ง ในคราวเดียวกัน !!







