สภาฯจัดสรรเวลา 13 ชม. พิจารณาร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แก้พฤติกรรมวิกฤตและเปลี่ยนผ่านพลังงาน ด้าน "อนุทิน" แจงงบกลางตึงตัว ยืนยันใช้กลไก 5T คุมเข้มความโปร่งใส หนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ด้าน "กรวีร์" ดักคอฝ่ายค้านกลางสภาฯ ย้ำชัดการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท วันนี้ ไม่ใช่เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือร่างงบประมาณปี 70 วอนทุกฝ่ายคุมประเด็นให้กระชับ ให้เวลาฝ่ายค้านเต็มที่ 8 ชม.
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 09.19 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่วาระนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า กรอบเวลาในการอภิปรายว่าวันนี้ จะใช้เวลา 13 ชั่วโมง โดยให้ เวลาฝ่ายค้าน ในการอภิปรายซักถาม อย่างเต็มที่ 8 ชั่วโมง คณะรัฐมนตรี 3 ชั่วโมง สส. พรรคร่วมรัฐบาล 1 ชั่วโมง และ ประธานสภาฯ 1 ชั่วโมง และ จากการหารือกับ ประธานวิปฝ่ายค้าน หากมีประเด็นซักถามมาก รัฐมนตรีก็อาจจะใช้เวลาในการชี้แจงมาก ก็สามารถยืดหยุยเวลาได้
นายกรวีร์ ย้ำว่า วันนี้ เป็นการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่ใช่ งบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และไม่ใช่เวทีซ้อมใหญ่ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดังนั้น ขอความร่วมมือ สส. ให้ควบคุมประเด็น ในการอภิปรายเพื่ิอไม่ให้เสียเวลาของสภาฯ เพราะหากออกนอกประเด็น อาจมี สส. ประท้วงทำให้เสียเวลา
จากนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า แหล่งเงินและเครื่องมือทางการคลังปกติในปัจจุบันไม่เพียงพอและไม่ทันต่อสถานการณ์ โดยงบกลางปี 2569 วงเงิน 99,000 ล้านบาท ได้ถูกใช้ไปกับภารกิจเร่งด่วนทั้งภัยพิบัติและความมั่นคงชายแดนไปเกือบหมดแล้ว ขณะที่มีความต้องการใช้จ่ายเพิ่มเติมราว 140,000 ล้านบาท ซึ่งแม้จะรวมเงินทุนสำรองจ่ายอีก 50,000 ล้านบาทก็ยังไม่เพียงพอ ประกอบกับงบประมาณปี 2569 มีการเบิกจ่ายไปแล้วราวร้อยละ 72 และการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 เดือน ส่วนวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลเหลือเพียงประมาณ 17,000 ล้านบาทเท่านั้น
นายกฯ กล่าวต่อว่า สำหรับกรอบวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 200,000 ล้านบาทแรก ใช้สำหรับช่วยเหลือ เยียวยาประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และ 200,000 ล้านบาทหลัง: ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทน ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาทักษะและนวัตกรรมด้านพลังงาน
นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้ถือเป็น "ทางเลือกสุดท้าย" หลังจากพยายามบริหารจัดการงบประมาณภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะไม่เกินร้อยละ 70 พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะใช้กลไกการกลั่นกรองโครงการภายใต้หลัก 5T ได้แก่ Target (ตรงจุด), Transition (เร่งเปลี่ยนผ่าน), Transformation (ปรับโครงสร้าง), Transparent (โปร่งใสตรวจสอบได้) และ Together (ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน) เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดความคุ้มค่าสูงสุดและช่วยลดความเปราะบางด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว








