เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2569 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวในรายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยคาดว่า ปลายสิงหาคมถึงกันยายนรัฐบาลอยู่ในอาการหนัก หลายเหตุการณ์ร้อนจะรุมเข้าใส่ เริ่มตั้งแต่คดีบัตรเลือกตั้ง และ กกต.จะยอมพลีชีพหรือเอาตัวรอดกรณีแถลงส่งฮั้ว สว.ขึ้นศาลการเมืองบางส่วน
กกต.นัดวินิจฉัยกรณีฮั้ว สว. 28 ส.ค.นี้ โดยจะลงมติเป็นรายคน ขณะที่ฝ่ายค้าน พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และไอลอว์ (iLaw) จัดอภิปรายคู่ขนานกัน 28-29 ส.ค. โดยจะเปิดข้อมูลคนที่ กกต.ไม่ฟ้องศาลเรียงเป็นรายคนเช่นกัน
นายจตุพร เชื่อว่า กกต.จะส่งฟ้องศาลการเมืองไม่ครบทั้ง 229 คน ตามที่คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 วินิจฉัยไว้ ส่วนคนไม่ส่งฟ้อง กกต.ต้องอธิบายเหตุผล หลักฐานด้วย อีกอย่าง กกต.แถลงการวินิจฉัยฮั้ว สว.เป็น 28 ส.ค.นั้น ถ้าแถลงช้าเหตุการณ์จะผสมกับศาล รธน.วินิจฉัยในคดีบัตรเลือกตั้ง ซึ่งสถานการณ์ยุ่งยากจะเกิดตามมาได้ ดังนั้น การแถลงของ กกต.จึงแสดงถึงการรักษาตัวรอดหรือจะพลีชีพ
สถานการณ์ช่วงปลายเดือนสิงหาคม เริ่มตั้งแต่ 25 ส.ค. สภาจะเปิดสมัยประชุมสามัญ ถัดมา 26 ส.ค. สภาจะพิจารณารับรอง พรก.เงินกู้ 4 แสนล้านหรือไม่ และศาล รธน.จะไต่สวนพยาน กกต.ในคดีบัตรเลือกตั้ง แล้ว 28 ส.ค. จะมีข่าวแต่งตั้งตำรวจ และการแถลงของ กกต. กรณีฮั้ว สว.จะส่งศาลการเมือง
ดังนั้น สถานการณ์ตั้งแต่ 25 ส.ค.เป็นต้นไปจึงน่าสนใจทุกกรณี โดยเฉพาะกรณีศาล รธน.ไต่สวนพยานบัตรเลือกตั้ง หากยังติดใจข้อมูลอาจขยายเวลาเพิ่มหรือไม่ ถ้าไม่สงสัยคงตัดฟังคำวินิจฉัย ซึ่งคาดจะอ่านในกลางเดือนกันยายนเป็นต้นไป
ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้ว่างใจ โดยคดีบัตรเลือกตั้งในศาล รธน.จะเป็นตัวชี้ขาดว่าจะได้อภิปรายฯ หรือไม่ เพราะการนัดอ่านคำวินิจฉัยของศาล ย่อมมีผลออกมาว่า บัตรบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดจะทำให้การใช้สิทธิ์เลือกตั้ง "ลับหรือไม่ลับ" และสถานะ สส.จะไปทั้งกระดานหรือรอดทั้งกระดาน
ส่วนการเดินเกมทางการเมืองที่มีข่าวจะรวมพรรคแดงกับเขียว เพื่อยกขั้นเป็นพรรคอันดับสองและผลักดันให้ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นคู่แข่งชิงตำแหน่งนายกฯ อย่างเป็นรูปธรรมทันที ซึ่งเรื่องนี้เริ่มมีการกล่าวถึงกันมากขึ้น แต่พรรคแดงกับเขียวยังเงียบเชียบ ไร้ปฏิกิริยายอมรับหรือปฏิเสธ
นอกจากนี้ ถ้าแดงกับเขียวควบรวมกัน เงื่อนไขพรรคประชาชนจะไม่จับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม (เขียว) ก็หมดไปเพราะไม่มีเขียวแล้ว เช่นเดียวกันกับพรรคประชาธิปัตย์เคยประกาศไม่จับมือพรรคกล้าธรรม แต่ไม่เคยประกาศจะไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทย
นายจตุพร คาดว่า การตัดสินใจอย่างมีนัยยะสำคัญของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล จึงไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น คือ ต้องยุบสภา เพราะการเมืองไม่มีใครพกความเสี่ยง นายกฯ ยังมีเวลายุบสภาจนกว่าสภาบรรจุญัตติอภิปรายฯ ซึ่งถ้าบรรจุวาระแล้ว จะยุบสภาไม่ได้ สิ่งสำคัญ หากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายฯ เฉพาะพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น ก็ไม่ต้องอ่านเป็นอื่นเลย
"มีการมองว่า การเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลรักกันดี ในรัฐบาลอุ๊งอิงค์ ก็รักกันดี แต่ยังถูกถอดออกจากกัน ความรักแบบนักการเมืองนั้นไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน แต่ละฝ่ายผ่านการถูกหักกันไปมา จะหาหลักจับมือกันตลอดไปไม่มี ต่างคนต่างมีบาดแผลกันทั้งสิ้น"
พร้อมกับย้ำว่า ข่าวการควบรวมพรรคระหว่างแดงกับเขียวเกิดขึ้นมาหลายวันแล้ว แต่ยังไม่ได้ยินเสียงตอบจากพรรคเพื่อไทยและพรรคกล้าธรรม โดยทั้งสองพรรคต่างอยู่กับความเงียบ อย่างไรก็ตาม การโยนหินถามทางในการเมืองเพื่ออยากได้ยินเสียงร้อง ถ้าเงียบก็แสดงว่าทิศทางนี้น่าสนใจ เมื่อไม่มีใครออกมาตอบโต้ ย่อมน่าจะใช่เช่นนั้น
"การเมืองเป็นความโหด ไว้ใจอะไรกันไม่ได้ ถึงนั่งแถลงข่าว ยิ้มกอดกัน แต่การเมืองเป็นมารยาสาไถย ดังนั้น การแสดงความรักกัน กอดกันที่ผิดสังเกตทั้งหลายจึงน่าสนใจแทบทั้งสิ้น








