วันที่ 20 ส.ค.69 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการข่าวถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบโครงการ TH AI Passportของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) โดยระบุว่า กมธ.การสื่อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศ และโทรคมนาคม (กมธ.ดีอี) กำลังติดตามตรวจสอบรายละเอียดเชิงเทคนิคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้างและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน
ดร.การดี เปิดเผยว่า แม้ระบบจะรายงานตัวเลขยอดผู้ลงทะเบียนล่วงหน้าที่พุ่งสูงขึ้น แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ดัชนีชี้วัดความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ และไม่อาจนำมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อรัดขั้นตอนการตรวจสอบได้ ประเด็นสำคัญที่สุดคือ เงื่อนไขการใช้งานที่ระบบบังคับให้ผู้ใช้ต้องยินยอมส่งข้อมูลไปประมวลผลยังเครื่องเซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ ซึ่งขัดต่อหลักการเดิมในขอบเขตของงาน (TOR) ที่เคยระบุว่าจะต้องเก็บรักษาและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศไทยเท่านั้น
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐพยายามชี้แจงแบบไม่เป็นลายลักษณ์อักษรว่า การส่งข้อมูลออกไปต่างประเทศเป็นเพียงขั้นตอนทางเทคนิคและจะไม่มีการนำข้อมูลพฤติกรรมไปใช้อบรม (Train) โมเดล AI อื่นต่อ แต่จนถึงปัจจุบัน ฝ่ายตรวจสอบยังไม่เคยเห็นเอกสารสัญญาฉบับจริง ทั้งสัญญาระหว่างรัฐกับผู้รับจ้าง และสัญญาระหว่างผู้รับจ้างกับค่าย AI ทั้ง 14 ค่ายแต่อย่างใด
พร้อมกันนี้ ได้ยื่นข้อเสนอและข้อเรียกร้องสำคัญ 3 ประเด็น
1. ระงับการเบิกจ่ายงวดที่ 1 ขอให้ชะลอการส่งมอบและเบิกจ่ายงบประมาณงวดแรกออกไปก่อน จนกว่าจะมีการเปิดเผยร่างสัญญาฉบับแก้ไขที่ผ่านการตรวจจากสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อตรวจสอบเงื่อนไขการจ่ายเงินและขอบเขตความรับผิดชอบให้ชัดเจน
2. ทำความชัดเจนเรื่องเกณฑ์จ่ายเงิน (Pay-per-active-user) ชี้ว่ารูปแบบการคิดค่าบริการตามผู้ใช้งานจริงยังมีความคลุมเครือ โดยเฉพาะการจัดโปรโมชันสิทธิ์ใช้งานระดับพรีเมียม (Creator) ให้ผู้ลงทะเบียนใหม่ฟรี อาจกลายเป็นช่องทางให้รัฐต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจ่ายเงินรายหัวสูงถึง 24.70 บาทต่อคนต่อเดือน โดยที่ประชาชนอาจไม่ได้เกิดการเรียนรู้หรืออัปสกิลอย่างแท้จริง
3. ต้องมีหนังสือยืนยันการไม่นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ต่อ หากกระทรวงดีอีและบริษัทคู่สัญญาไม่สามารถนำหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการจากทั้ง 14 ค่าย AI มาแสดงได้ว่า จะไม่มีการนำพรอมต์ (Prompt) หรือข้อมูลพฤติกรรมของคนไทยไปประมวลผลต่อยอดในต่างประเทศ โครงการนี้สมควรต้องยุติการดำเนินงานทันที
"การยกระดับทักษะ AI ของคนไทยเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องไม่ใช่การใช้วิธีคิดแบบเศรษฐกิจถุงยังชีพที่เน้นการแจกแล้วจบไป รัฐควรจัดสรรงบประมาณอย่างมีเป้าหมาย เจาะจงไปยังกลุ่มที่ต้องการใช้งานจริง เช่น SME, นักพัฒนา Startup หรือการอบรมบุคลากรทางการศึกษา สิ่งที่เราทำคือการปกป้องเงินภาษีของประชาชน และขอให้ผู้มีอำนาจเปิดใจรับฟังคำเตือนอย่างตรงไปตรงมา" ดร.การดี กล่าว








