ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.น้ำทิพย์ วิภาวิน นายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย นำเสนอบทความเรื่อง "ทำไมสมาคมวิชาชีพ ห้องสมุด บรรณารักษ์ และผู้สอน จึงควรร่วมแสดงจุดยืนเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวน การยุบเลิกตำแหน่ง “บรรณารักษ์” ในระบบราชการ" ความว่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ ให้ทยอยยุบเลิกตำแหน่งใน 11 สายงานสนับสนุนเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป โดยตำแหน่ง “บรรณารักษ์” เป็นหนึ่งใน 11 สายงานดังกล่าว (ยกเว้นเฉพาะกรมศิลปากร) สมาคมวิชาชีพห้องสมุด ห้องสมุดทุกประเภท และสถาบันการศึกษาผู้ผลิตกำลังคนด้านนี้ จึงมีเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องร่วมกันแสดงจุดยืนเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและชะลอการยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุน ตำแหน่ง “บรรณารักษ์” เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ และขอมีส่วนร่วมในการศึกษาแนวทางร่วมกัน ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้
1. บรรณารักษ์เป็นวิชาชีพเฉพาะที่มีระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษารองรับ
วิชาชีพบรรณารักษ์อยู่คู่สังคมโลกมายาวนานกว่า 2,600 ปี และในประเทศไทยถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่ พ.ศ. 2448 นับตั้งแต่มีการก่อตั้ง "หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร" ซึ่งถือเป็นห้องสมุดประชาชนแห่งแรกของไทย นับเป็นเวลาถึงปัจจุบัน 121 ปี ภาครัฐได้จัดให้มีการเรียนการสอนสาขาวิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ในระดับอุดมศึกษา ตั้งแต่พ.ศ.2502 โดยมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรนี้เป็นแห่งแรก และในปัจจุบันในประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรนี้ ราว 20-25 แห่ง ผู้ปฏิบัติหน้าที่บรรณารักษ์จึงต้องผ่านการศึกษาเฉพาะทางในระดับปริญญา มีการจัดการเรียนการสอนในประเทศไทยตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก เช่นเดียวกับวิชาชีพอื่น ๆ เช่น แพทย์ พยาบาล นักจดหมายเหตุ ภัณฑารักษ์ เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นวิชาชีพที่ทุกสังคมจำเป็นต้องมี ดังนั้น การยุบเลิกตำแหน่งบรรณารักษ์ จึงมิใช่เพียงการลดจำนวนอัตรากำลัง แต่เป็นการปิดเส้นทางวิชาชีพการผลิตกำลังคนรองรับมาอย่างต่อเนื่องกว่าครึ่งศตวรรษ และยังเป็นการลดความสำคัญของห้องสมุด ซึ่งเป็น “หัวใจของการศึกษา” ที่มีบรรณารักษ์เป็นผู้ทำหน้าที่หลักในการบริหารจัดการสารสนเทศและให้บริการสารสนเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้าและวิจัย จึงไม่มีประเทศใดในโลกที่ยุบเลิกตำแหน่ง “บรรณารักษ์”
2. ผลกระทบต่อระบบการศึกษาและการผลิตกำลังคนของประเทศ เนื่องจากบทบาทของบรรณารักษ์ในยุคปัจจุบัน มีการปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงและทวีความสำคัญขึ้น มิได้ลดลง
หากตำแหน่งบรรณารักษ์ในภาคราชการถูกยุบเลิกลงอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลกระทบย้อนกลับไปถึงระบบการศึกษาในสาขาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ เพราะเมื่อไม่มีตำแหน่งงานรองรับ ผู้เรียนย่อมลดลงจนสถาบันการศึกษาอาจต้องยุบเลิกหลักสูตรในที่สุด ทำให้ประเทศไทยสูญเสียองค์ความรู้และกำลังคนเฉพาะทางด้านนี้ไปอย่างถาวร ในขณะที่หลายประเทศกำลังเร่งพัฒนากำลังคนกลุ่มนี้ เพื่อรองรับการบริหารจัดการข้อมูลในยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)
เนื่องจากบทบาทของบรรณารักษ์เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง เข้าสู่ยุคห้องสมุดไฮบริดที่ต้องบริหารจัดการทั้งทรัพยากรสิ่งพิมพ์และสารสนเทศดิจิทัลไปพร้อมกัน บรรณารักษ์ยุคใหม่ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการคลังสารสนเทศดิจิทัล (Digital Repository) จัดการเมทาดาทา (Metadata) และการจัดหมวดหมู่ข้อมูลเพื่อการสืบค้น ดำเนินการสงวนรักษาสารสนเทศดิจิทัล (Digital Preservation) เพื่อให้ทรัพยากรความรู้ของชาติสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ส่งเสริมการรู้สารสนเทศ (Information Literacy) และการรู้เท่าทันดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital and AI Literacy) แก่ประชาชน ตลอดจนสนับสนุนการค้นคว้าวิจัย (Research Support) ภารกิจเหล่านี้ สอดคล้องโดยตรงกับนโยบายรัฐบาลดิจิทัล (e-Government) ที่ต้องการกำลังคนซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการข้อมูลและสารสนเทศอย่างเป็นระบบ หากขาดผู้ปฏิบัติงานที่ได้รับการฝึกฝนเฉพาะทางด้านนี้ คลังข้อมูลดิจิทัลของหน่วยงานราชการย่อมมีความเสี่ยงที่จะไร้ระบบและไม่สามารถสืบค้นหรือรักษาไว้ใช้งานในระยะยาวได้ ห้องสมุดและบรรณารักษ์จึงเป็นของคู่กันที่แยกจากกันไม่ได้ เช่นเดียวกับที่หอจดหมายเหตุต้องมีนักจดหมายเหตุ และพิพิธภัณฑ์ต้องมีภัณฑารักษ์
ในพ.ศ. 2569 สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ เห็นถึงความสำคัญของการยกระดับการพัฒนากำลังคนในสาขาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ จึงได้ร่วมมือกับสถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) และสำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการจัดทำ “มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ อาชีพบรรณารักษ์และสารสนเทศ” ตามนโยบาย หลักเกณฑ์ และขั้นตอนวิธีการของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เพื่อใช้แนวทางในการประเมินและช่วยยกระดับสมรรถะให้บรรณารักษ์เป็นมืออาชีพ ที่สามารถรับประกันความสามารถจริงตามมาตรฐานสากล เพิ่มโอกาสความก้าวหน้าในการทำงานของบรรณารักษ์ อันส่งผลดีต่อการพัฒนากำลังคนสนับสนุนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ให้แก่นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย และประชาชนทั่วไป ซึ่งได้รับการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เรียบร้อยแล้ว และเริ่มดำเนินการนำมาตรฐานอาชีพฯ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
3. ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศในเวทีวิชาชีพระดับนานาชาติ
วิชาชีพบรรณารักษ์มีเครือข่ายความร่วมมือทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก ทั้งสภาบรรณารักษ์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CONSAL) และสหพันธ์ระหว่างประเทศว่าด้วยสมาคมและสถาบันห้องสมุด (IFLA) ขณะนี้สำนักหอสมุดแห่งชาติและสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ กำลังเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการนานาชาติ IFLA World Library and Information Congress 2029 (IFLA WLIC 2029) ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ IFLA หากภาครัฐยังคงเดินหน้ายุบเลิกตำแหน่งบรรณารักษ์ในช่วงเวลาดังกล่าว ย่อมกระทบความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีวิชาชีพบรรณารักษ์และห้องสมุดระดับนานาชาติ
4. กระบวนการกำหนดนโยบายยังไม่ได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
การประกาศแนวทางยุบเลิกตำแหน่งบรรณารักษ์ในครั้งนี้ ยังไม่ได้มีการจัดทำประชาพิจารณ์หรือรับฟังความคิดเห็นจากสถาบันการศึกษา สมาคมวิชาชีพ ห้องสมุด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาก่อน สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยจึงใคร่ขอเสนอให้ภาครัฐเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องโดยตรงได้มีส่วนร่วมพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมร่วมกัน
5. ข้อเสนอ: ยกระดับวิชาชีพ แทนการยุบเลิก
จากเหตุผลและข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงใคร่ขอกราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีโปรดพิจารณา ดังนี้
(1) ทบทวนและชะลอการยุบเลิกตำแหน่ง “บรรณารักษ์” และ “เจ้าพนักงานห้องสมุด” ในภาครัฐไว้ก่อน จนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน
(2) จัดให้มีการศึกษาร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ สถาบันการศึกษา ห้องสมุด และผู้ทรงคุณวุฒิด้านบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ทั้งนี้ สมาคมห้องสมุดฯ ยินดีสนับสนุนข้อมูลและร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในทุกขั้นตอนของการศึกษาดังกล่าวอย่างเต็มที่
สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ เห็นด้วยกับหลักการปฏิรูประบบราชการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศ แต่ขอให้การดำเนินการโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้านและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง








