ภาพผู้นำค่ายสีน้ำเงินค้อมกายก้มกราบตักอดีตนายกฯ คนดังแห่งบ้านจันทร์ส่องหล้าเมื่อไม่กี่วันก่อน หากมองด้วยสายตาคนทั่วไปย่อมเห็นเพียงมารยาทสังคมและการเชิดชูผู้ใหญ่ที่เคารพ แต่ในซอกหลืบของการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจทางการเมือง กิริยาอ่อนน้อมนั้นกลับกรีดลึกถึงโครงสร้างความจริงที่ซ่อนเร้น ตอกย้ำให้คอการเมืองตระหนักว่า ตึกไทยคู่ฟ้าไม่ได้เป็นจุดศูนย์กลางอำนาจเบ็ดเสร็จ
รัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นเพียงตัวหมากบนกระดานที่มี "ผู้กำกับการแสดง" หรือที่นักวิชาการมักนิยามว่า "รัฐพันลึก" ทอดเงาบงการอยู่เงียบๆ
มุมมองอันแหลมคมจาก พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กะเทาะเปลือกสถานการณ์ไว้อย่างน่าสนใจ การเมืองไทยไม่ได้หมุนรอบสภาผู้แทนราษฎรเพียงมิติเดียว แต่ถูกดุลอำนาจไว้ด้วยสามเสาหลัก คือ พรรคการเมือง กระแสประชาชน และรัฐพันลึก ในยามปกติมือที่มองไม่เห็นนี้มักมีฤทธิ์เดชชี้ซ้ายชี้ขวา จัดแจงหน้าตารัฐบาลได้ตามใจปรารถนา
ทว่า กระดานอำนาจวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว
รัฐบาลค่ายสีน้ำเงินกำลังเผชิญข้อครหาหนักหน่วงเกี่ยวกับการบริหารงานที่ถูกตั้งคำถาม วิกฤตศรัทธาเริ่มก่อตัวจากข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์ที่สังคมมองว่าโจ่งแจ้งเกินพอดี เสียงสะท้อนความไม่พอใจจากชาวบ้านร้านตลาดเริ่มดังกระหึ่ม
เมื่อสมการเปลี่ยน ผู้กำกับหลังฉากย่อมต้องประเมินรอยรั่วบนเรือลำนี้ หากดันทุรังโอบอุ้มและกอดคอกันต่อไป ตัวผู้กำกับเองอาจพลอยจมดิ่งลงสู่ก้นทะเลไปด้วย การถอยฉาก รักษาระยะห่าง และเตรียมสละเรือ จึงเป็นยุทธวิธีรักษาชีวิตรอดที่ถูกหยิบยกมาวิเคราะห์อย่างกว้างขวาง
สัญญาณชิ่งหนีเริ่มกระพริบเตือนผ่านกลไกองค์กรอิสระ ซึ่งบัดนี้กำลังจะกลายสภาพเป็นลานประหารทางการเมือง ระเบิดเวลาลูกแรกซุกซ่อนอยู่ในแฟ้มคดี "ฮั้วเลือกตั้ง สว." หากคณะกรรมการการเลือกตั้งตัดสินใจฟันธงว่ามีการจัดตั้งกันมาเป็นขบวนการใหญ่ และมีพยานหลักฐานลากเส้นโยงไปถึงระดับกรรมการบริหารพรรคว่ามีส่วนพัวพัน คดีนี้จะทะยานข้ามขั้นจากการตามสอย สว. รายบุคคล ไปสู่ลานประหารเพื่อยุบพรรคสีน้ำเงินทันที นี่คือการตัดกำลังครั้งมโหฬารที่ขั้วอำนาจเก่ากำลังจับตาตาไม่กะพริบ
ขณะที่อีกด้านหนึ่งค่ายสีเขียวเองก็กำลังนั่งทับระเบิดเวลาลูกที่สอง อุบัติเหตุทางการเมืองจากการเลือกตั้งซ่อมเมืองคอนที่ผ่านมา การส่งผู้สมัครที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีประวัติเคยต้องโทษจำคุก ถือเป็นความสุ่มเสี่ยงระดับอุกฉกรรจ์ในเชิงรหัสพันธุกรรมทางการเมือง
หากท้ายที่สุดศาลแจกใบแดงแล้วมีมือดีนำไปขยายผล ร้องเรียนว่ากรรมการบริหารพรรค "รู้เห็นเป็นใจ" ปล่อยให้ลงสนาม งานนี้ค่ายสีเขียวอาจถึงคราวต้องปิดฉาก สลายมุ้งไปก่อนจะได้ลงสนามเลือกตั้งรอบหน้าเสียด้วยซ้ำ
ข้ามจากเกมระทึกในข้อกฎหมายมาสู่สมรภูมิสภา รัฐบาลยังต้องรับมือกับระเบิดลูกที่สาม ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าเป็น "หมัดน็อก" ที่อันตรายที่สุด นั่นคือมหาวิกฤต "พ่อทิพย์-ลูกทิพย์"
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่คดีติดสินบนทั่วไป แต่คือมะเร็งร้ายที่กัดกินความมั่นคงของชาติมานานกว่าสองทศวรรษ ขบวนการสวมสัญชาติให้กลุ่มทุนต่างด้าวและทุนจีนสีเทา เติบโตผ่านช่องโหว่และการเปิดทางของข้าราชการกังฉิน ลุกลามไปจนถึงปมทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ถูกดึงอำนาจมารวมศูนย์
ข้อครหาเรื่องการปล่อยปละละเลยแผลฉกรรจ์นี้ จะกลายเป็นอาวุธร้ายแรงที่ฝ่ายค้านเตรียมกระซวกกลางสภาในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการบริหารประเทศของรัฐบาลสีน้ำเงินชนิดขุดรากถอนโคน
แรงบีบคั้นจากทุกสารทิศกำลังไล่ต้อนให้กระดานการเมืองไทยเดินหน้าเข้าสู่จุดตีบตัน ทางออกที่สังคมกำลังจับจ้องเพื่อลดอุณหภูมิความเดือดดาล คือการ "ล้างไพ่" ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของการกดปุ่มยุบสภาทิ้ง หรือศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะ
เมื่อเสียงนกหวีดเป่าเริ่มเกมใหม่ กลุ่มการเมือง "บ้านใหญ่" ที่เคยเกาะเกี่ยวกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ย่อมต้องดิ้นรนหารังใหม่ แตกทัพไปสวามิภักดิ์ค่ายสีแดงหรือค่ายสีเขียวเพื่อรักษาอิทธิพลในพื้นที่ของตนเอง แต้มต่อของค่ายสีน้ำเงินที่เคยมหาศาลอาจหดหาย ร่องรอยอำนาจเก่าจะถูกท้าทายอย่างหนัก
สงครามชิงอำนาจรอบนี้กำลังฉายภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า ต่อให้นักการเมืองจะเดินหมากสลับซับซ้อน ซ่อนกลลวงไว้กี่ชั้น ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่กุมชะตากรรม จัดหน้าไพ่ และกำหนดทิศทางลมตัวจริง... ก็ยังคงเป็นมือที่มองไม่เห็นของรัฐพันลึกอยู่เช่นเดิม








