วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน เปิดเผยว่า ทางคณะอนุกรรมาธิการได้เชิญคุณสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเข้าร่วมถกประเด็นปัญหาเรื่องของมลพิษทางน้ำข้ามแดน โดยเฉพาะประเด็นการจัดทำข้อตกลง (TOR) ระหว่างไทยและเมียนมา เนื่องจากมีข้อกังวลอย่างมากในเรื่องการห้ามเปิดเผยข้อมูลหากไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองฝ่าย รวมถึงการแถลงข่าวใดๆ ที่ต้องมีการเซ็นยินยอมก่อน
ซึ่งประเด็นนี้มีข้อถกเถียงทั้งจากนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และพรรคประชาชนที่ได้สื่อสารเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่กลับยังไม่มีการตอบสนองจากทางกระทรวงเท่าที่ควร โดยทางคณะอนุกรรมาธิการต้องการสอบถามถึงที่มาของ TOR ดังกล่าว เนื่องจากเนื้อหาเรื่องการปิดบังข้อมูลนั้นเป็นร่างที่มาจากฝั่งไทย โดยมีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้รับผิดชอบหลัก
อย่างไรก็ตาม นายสุชาติ ชมกลิ่น ได้แจ้งกลับมาว่าไม่สามารถเดินทางมาร่วมประชุมได้เนื่องจากติดภารกิจ ซึ่งทางคณะอนุกรรมาธิการได้เตรียมรับมือสถานการณ์นี้ไว้แล้ว โดยได้ประสานให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแจ้งวันและเวลาที่รัฐมนตรีสะดวกเพื่อเข้าร่วมประชุมในภายหลัง พร้อมทั้งขอให้สื่อมวลชนและประชาชนช่วยกันติดตามกดดันให้มีการกำหนดวันประชุมโดยเร็ว
เนื่องจากปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนไม่ใช่เพียงเรื่องสารพิษในน้ำเท่านั้น แต่ปัจจุบันพบว่าตะกอนดินในพื้นที่เกษตรกรรมมีสารปนเปื้อนเกินมาตรฐานไปหลายเท่าตัว จากผลการตรวจของกรมพัฒนาที่ดินพบว่า ค่าสารหนูในดินบริเวณพื้นที่แม่น้ำกกพุ่งสูงถึง 164 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ขณะที่ค่ามาตรฐานกำหนดไว้เพียง 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมเท่านั้น
นอกจากนี้ ในส่วนของแม่น้ำสายก็มีหลายพื้นที่ที่ค่าสารหนูในดินเกินมาตรฐาน 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมเช่นกัน ซึ่งจากการตรวจสอบภาพถ่ายทางดาวเทียมพบว่า เกษตรกรยังคงมีการปลูกข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ปนเปื้อนเหล่านี้อยู่
นายภัทรพงษ์ระบุว่า กรมพัฒนาที่ดินมีข้อมูลผลการตรวจที่เกินมาตรฐานอยู่แล้ว แต่กลับปล่อยให้เกษตรกรต้องรับมือเพียงลำพัง โดยที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงกลับละเลยเพิกเฉยต่อปัญหา และยังไม่มารับฟังผลการศึกษาอย่างละเอียดพร้อมข้อเสนอแนะจากทางอนุกรรมาธิการและภาคประชาชน ซึ่งปัญหาดังกล่าวครอบคลุมทั้งลุ่มน้ำกก น้ำสาย น้ำรวก น้ำโขง น้ำสาละวิน และน้ำกระบุรี ที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน
"ปัจจุบันเราได้เนื้อหาที่ไม่ความผูกมัดเลย และทางเมียนมาร์ก็ไม่ได้มีแนวทางที่จะตรวจต้นตอของเหมืองเหล่านี้ว่ามีการจัดการน้ำบำบัดน้ำอย่างไร หรือมีการตรวจสอบห่วงโซ่ก่อนที่จะส่งออกแร่มาทางประเทศไทยหรือไปทางจีนอย่างไร เราพลาดโอกาสนี้ด้วยความไม่รู้ ความไม่เข้าใจปัญหา และความละเลยต่อปัญหาของรัฐบาลไทย"
นายภัทรพงษ์กล่าวว่า บทบาทของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในเรื่องมลพิษทางน้ำเป็นไปอย่างล่าช้า โดยเฉพาะการไม่ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับรัฐบาลจีน ทั้งที่มีข้อมูลชัดเจนว่าแร่ที่นำเข้าจากเมียนมาผ่านไทยหรือส่งตรงจากเมียนมานั้นมีจุดหมายปลายทางที่ประเทศจีน
สำหรับกลไกการแก้ไขปัญหาภายในประเทศ พบว่าคณะอนุกรรมการการจัดการปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนที่ตั้งขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ยังไม่เคยมีการประชุมเลย ขณะที่คณะทำงานติดตามผลการตรวจประชุมครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน และคณะทำงานการเจรจาระหว่างประเทศก็ไม่เคยมีการประชุมเช่นกัน
ส่งผลให้การเจรจาระหว่างประเทศไม่มีประสิทธิภาพ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ทั้งในแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวินที่แม่ฮ่องสอน และกระบุรีที่ระนอง เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างจริงจัง








