ฝ่ายค้านลงพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี แฉวิกฤตขยะพิษและมลพิษรุนแรงจนชาวบ้านต้องเผชิญหน้ากับการถูกขู่ฆ่า "ณัฐพงษ์-กรุณพล" ยื่น 3 ข้อเสนอแก้ปัญหาทันที เรียกร้องนายกรัฐมนตรีแสดงความกล้าหาญทางการเมือง ลงนามมอบอำนาจให้ราชการลุยปราบทุนเทาอย่างจริงจัง เปรียบปัญหายังไม่ได้รับการเยียวยาเหมือน "สีน้ำเงิน" ที่นับวันยิ่งเข้มขึ้น
วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายกรุณพล เทียนสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา หลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์มลพิษในพื้นที่ จังหวัดปราจีนบุรี
โดยนายกรุณพล เปิดเผยภาพรวมการลงพื้นที่ว่า สถานการณ์ใน จ.ปราจีนบุรี ไม่ได้ดีขึ้นแต่กลับเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะมีการลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและขยะสารพิษแล้ว ปัจจุบันยังพบว่าเริ่มมีการตั้งค่าหัวแกนนำประชาชนที่ออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
จากการลงพื้นที่ ตำบลท่าตูม พบการร้องเรียนเรื่องการปล่อยน้ำเสียและปัญหากลิ่นเหม็นรุนแรง ซึ่งแม้แต่หน้ากากอนามัย N95 ก็ไม่สามารถกรองกลิ่นได้ โดยมีทั้งกลิ่นขยะเน่า กลิ่นเหม็นเปรี้ยว กลิ่นไม้หมัก และกลิ่นแอลกอฮอล์สลับกันไปตามทิศทางลม ด้านชาวบ้านและโรงเรียนในพื้นที่ระบุว่า หน่วยงานภาครัฐเข้ามาตรวจสอบหลายครั้งแล้วก็เงียบหายไป ปัญหายังคงอยู่เช่นเดิม
"ในพื้นที่นี้มีทั้งหมด 5 โรงงาน เป็นของทุนต่างชาติถึง 4 โรงงาน และเป็นของคนไทยเพียง 1 โรงงาน จึงเกิดข้อสังเกตว่า กลุ่มทุนต่างชาติหรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่อาจใช้อิทธิพลและเงินนอกระบบ ปิดตาหน่วยงานภาครัฐในการแก้ไขปัญหา" นายกรุณพล กล่าว
นายกรุณพล กล่าวต่อว่า เมื่อเทียบกับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งมีกฎหมายและเจ้าหน้าที่ดูแลกำกับอย่างมีระบบแล้ว พื้นที่นอกนิคมฯ กลับไม่มีหน่วยงานใดใส่ใจแก้ไขอย่างยั่งยืน ส่งผลให้ปราจีนบุรีกลายเป็นพื้นที่เสี่ยง ชาวบ้านที่ร้องเรียนอาจถูกขู่ฆ่าหรืออุ้มหายได้ นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการขุดหน้าดินไปขายจนเกิดหลุมลึก กลายเป็นจุดแอบทิ้งขยะพิษกลางคืนที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ สารพิษเหล่านี้กำลังซึมลงสู่ชั้นน้ำใต้ดิน ซึ่งปราจีนบุรีเป็นแหล่งปลูกผลไม้หลักของประเทศ หากสารพิษปนเปื้อนย่อมส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางเกษตรและกระจายไปทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่คนในพื้นที่เท่านั้น
ขณะเดียวกัน ยังพบการแอบทิ้งเศษสายไฟถูกย่อยขนาดเล็กปะปนกับดินใกล้นิคมฯ และไร่ข้าวโพดของชาวบ้าน ซึ่งคาดว่ามีปริมาณมากกว่า 300 คันรถบรรทุก หากภาครัฐยังนิ่งเฉย ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมนี้จะขยายตัวลุกลามไปทั่วประเทศอย่างแน่นอน
ด้าน นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริมว่า ปัญหาการลักลอบทิ้งกากสารพิษและกากอุตสาหกรรมไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แม้มีการจับกุมแต่ก็ปล่อยตัว และมีข่าวลือเรื่องการจ่ายส่วยคันละนับแสนบาท ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ปราจีนบุรี ระบุว่าต้องการเข้าตรวจสอบแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในโรงงานเถื่อน แต่มักถูกทนายความของกลุ่มทุนเทาฟ้องร้องดำเนินคดีกลับ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่กล้าใช้อำนาจ
พรรคประชาชนจึงขอเสนอทางออก 3 ข้อที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันที 1.แสดงความกล้าหาญทางการเมือง เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลงนามในหนังสือสั่งการมอบอำนาจ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานในพื้นที่ใช้เป็น "หลังพิง" ในการใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าไปตรวจสอบโรงงานเถื่อนได้อย่างเต็มที่ 2.สร้างความโปร่งใสและนำเทคโนโลยีมาใช้ ผลักดัน ร่างกฎหมาย PRTR เพื่อเปิดเผยข้อมูลการขนย้ายสารเคมีและมลพิษ นำระบบ Traffy Fondue มาใช้รับเรื่องร้องเรียนและติดตามผล สนับสนุนโครงการอาสาสมัครภาคอุตสาหกรรม ร่วมกับบูรณาการข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISTDA ซ้อนทับข้อมูลทะเบียนโรงงาน เพื่อตรวจหาโรงงานที่ไม่ได้รับอนุญาต และ3.บูรณาการข้อมูลปราบทุนเทา เชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง กรมสรรพากร, กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อสืบหาตัวการและตรวจสอบกลุ่มทุนเทาหรือการใช้ "นอมินี"
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พรรคประชาชนได้เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. โรงงาน เพื่อเพิ่มโทษผู้กระทำความผิดและลดขั้นตอนการสืบสวน ยึดหลักการ "ผู้ก่อการมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ" (Polluter Pays Principle) ไม่ใช่โยนภาระให้สังคมหรือนำเงินภาษีประชาชนไปเยียวยา
"ตราบใดที่ปัญหาในพื้นที่ยังยึดโยงกับการจ่ายส่วย และมีความเกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่น ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการเมืองบ้านใหญ่ค่ายสีน้ำเงิน ผมเชื่อว่าเราคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ชาวปราจีนบุรีได้ ยิ่งจังหวัดนี้สีน้ำเงินมีความเข้มมากยิ่งขึ้น ปัญหากากมลพิษ แรงงานเถื่อน และโรงงานเถื่อน ถูกแก้ไขให้เบาบางลง หรือเข้มข้นขึ้นตามสีน้ำเงินกันแน่" นายณัฐพงษ์ ตั้งข้อสังเกต
เมื่อถามว่านายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ปราจีนบุรี แต่ไม่ได้เจอกับชาวบ้านที่มาชุมนุมร้องเรียนคัดค้าน EEC แบบนี้แสดงถึงความไม่จริงใจหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องการเจอหรือไม่เจอประชาชนในฐานะตัวแทนประชาชน ก็ควรจะลงไปเจอและไปพูดคุยเป็นพื้นฐาน แต่สิ่งที่ตนอยากพูดถึงคือเมื่อวานตนได้ติดตามว่านายสุชาติว่าได้ประชุมอะไรกันบ้าง โดยสิ่งที่ชาวปราจีนบุรีต้องการตอนนี้คือไม่ได้คัดค้าน เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตในจังหวัด แต่สิ่งที่ต้องการคือพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับการดูแลการรักษาสิ่งแวดล้อม ทำให้ประโยชน์เกิดขึ้นกับชุมชน การที่ประชาชนออกมาคัดค้านไม่เอา EEC ในปราจีนบุรี ตนขอย้ำว่าไม่ได้คัดค้านความเจริญ อยากได้ความเจริญแต่ความเจริญต้องเริ่มต้นจากความเชื่อมั่น ว่าเมื่อนำเข้ามาแล้วปัญหาสิ่งแวดล้อมจะไม่ขยายตัวและถูกแก้ไขให้ดีขึ้น รวมถึงปัญหาแรงงานเถื่อน
“ประชาชนคัดค้านเพราะขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐ สิ่งที่นายสุชาติพูดไว้ในที่ประชุมเมื่อวาน ผมยังไม่เห็นความชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้ที่นำโดยนายอนุทิน ไม่เอาปราจีนบุรีเข้า EEC หรือมีการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร สิ่งที่เห็น คำตอบคือเรื่องยังไม่เข้า ครม. คำตอบแบบนี้ถ้าผมเป็นประชาชนชาวปราจีนบุรี ก็อยากได้คำตอบชัด ๆ ว่าจะเอาเข้า EEC ในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ ถ้าจะเอาเข้ามีมาตรการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างไร ป้องกันทุนเทาแรงงานเถื่อนในพื้นที่อย่างไร”นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่าเมื่อวานนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมบอกว่าเรื่องนี้ต้องรอนายกรัฐมนตรีสั่งการ มองว่าเรื่องนี้ถ้าสั่งการช้าไปจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาในจังหวัดปราจีนบุรีไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ทุก ๆ วันที่มีความล่าช้าไม่มีความชัดเจน ก็เชิญชวนนายกรัฐมนตรีให้ลงพื้นที่บุยายใบ แล้วจะเข้าใจว่าประชาชนในพื้นที่เจออะไรอยู่ ถ้านายกฯเห็นคุณค่าของทุกชีวิตที่อยู่ในพื้นที่ ก็อยากให้มีความกล้าหาญทางการเมือง และมีความชัดเจนในเรื่องนี้








