“พิพัฒน์” นำประชุมป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง ภาคใต้ สั่งบูรณาการทุกหน่วยเตรียมพร้อมรับมือ ด้าน ปภ. สั่งเฝ้าระวัง 24 ชม. พร้อมเตรียมเครื่องจักรกลช่วยเหลือประชาชนภาคใต้
วันนี้ (7 ส.ค. 69) เวลา 15.30 น. ที่ห้องประชุม 1 ปภ. อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ในพื้นที่ภาคใต้ ครั้งที่ 1/2569 เพื่อติดตามการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์และแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับ ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันท่วงที โดยมี นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคใต้ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่ภาคใต้ ผู้อำนวยการสำนัก/กองส่วนกลาง ปภ. ร่วมประชุมฯ และประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคใต้ เปิดเผยว่า ในห้วงของฤดูฝนนี้ บางพื้นที่เริ่มประสบสถานการณ์อุทกภัยแล้ว ในขณะเดียวกัน มีอีกหลายจังหวัดยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์การขาดแคลนน้ำอย่างใกล้ชิด
ซึ่งที่ผ่านมาทุกภาคส่วนต่างตระหนักและให้ความสำคัญกับการป้องกัน แก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง รวมถึงการบริหารจัดการน้ำมาโดยตลอด ซึ่งรัฐบาลมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ภัยที่อาจเกิดขึ้นในระยะอันใกล้ จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ระดับภูมิภาคขึ้น ซึ่งในวันนี้เป็นการประชุมคณะกรรมการฯ ภาคใต้ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้งให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ รวมถึงวางแผนการแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วนและระยะยาวครอบคลุมทุกมิติ ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อให้การเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ซึ่งจะประสบกับฤดูฝน 2 ช่วง โดยช่วงที่ 1 ฝั่งอันดามัน ฝนจะเริ่มตกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป และช่วงที่ 2 ฝั่งอ่าวไทย จะได้รับผลกระทบจากฝนในช่วงเดือนตุลาคมไปจนถึงมกราคมในปีถัดไป ดังนั้นเราจะต้องเตรียมความพร้อมรับมือก่อนเกิดสถานการณ์ภัยตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป
”การเตรียมพร้อมเป็นสิ่งสำคัญ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภาคใต้ ทั้ง 14 จังหวัด ซักซ้อมรับมือกับภัยพิบัติ และประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถื่นสำรวจพื้นที่และเตรียมข้อมูลสำคัญ อาทิ ศูนย์พักพิงชั่วคราว จุดจอดรถยนต์และยานพาหนะหากมีน้ำท่วมสูง พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบ จะช่วยลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และขอฝากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมอุตุนิยมวิทยา นำเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อให้เกิดข้อมูลที่แม่นยำในการบริหารจัดการน้ำและการพิจารณาการปล่อยน้ำในอ่างเก็บน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสถานการณ์ภัยต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น” นายพิพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าว
นายพิพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า เพื่อให้การบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จึงขอเน้นย้ำให้จังหวัด หน่วยงานราชการส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการตามข้อสั่งการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง โดยให้สำนักงานชลประทาน ควบคุม และกำกับการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประสานหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ เอกชน อาสาสมัคร เตรียมพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งให้ครอบคลุมทุกมิติ รวมถึงจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้รองรับผู้ประสบภัยได้อย่างเพียงพอ พร้อมประสานหน่วยทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ตรวจตราและดูแลความปลอดภัยบ้านเรือนประชาชนและศูนย์พักพิงชั่วคราว เตรียมพร้อมระบบการสื่อสารสำรอง กรณีไฟฟ้าดับหรือระบบสื่อสารขัดข้อง สำหรับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ให้เตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขให้เพียงพอรองรับผู้ป่วยฉุกเฉินในช่วงที่เกิดสถานการณ์ภัย โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก ตลอดจนให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการส่วนราชการในพื้นที่บริหารจัดการ วางแผน และจัดทำมาตรการเร่งด่วน หากเกิดสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้งขึ้น พร้อมกำชับทุกหน่วยงานดำเนินการตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดและแผนเผชิญเหตุ และหลังเกิดภัยให้เข้าสำรวจและฟื้นฟูบ้านเรือนประชาชน สถานที่ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว
นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ปภ. ได้เตรียมมาตรการป้องกันและลดผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง โดยเฉพาะการแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Boardcast โดยเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 69 ปภ. ได้ประสานแจ้งไปยัง 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดชุมพร ระนอง พังงา และภูเก็ต เฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมาก อาจเกิดสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง ดินโคลนถล่ม และคลื่นลมแรง ระหว่างวันที่ 7 - 9 ส.ค. 69 และยืนยันว่า ปภ. พร้อมวางระบบการทำงานตั้งแต่ก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย ไปจนถึงขั้นการฟื้นฟู ที่สำคัญในระยะนี้ต้องจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมจัดตั้ง War Room บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อคาดการณ์โอกาสการเกิดภัยและแจ้งเตือนภัยผ่านช่องทางต่าง ๆ ให้ประชาชนทราบ พร้อมกันนี้ ปภ. ยังได้สั่งการให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 11 สุราษฎร์ธานี เขต 12 สงขลา และเขต 18 ภูเก็ต เตรียมพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัย สนับสนุนการบรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้
นอกจากนี้ ปภ. ยังได้รวบรวข้อมูลพื้นที่เกิดภัยซ้ำ/พื้นที่เสี่ยงภัยในภาคใต้ ซึ่งมีพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งต่ำ 473 หมู่บ้าน ซึ่งในพื้นที่จังหวัดชุมพร และมีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยสูงมาก 2,365 หมู่บ้าน ใน 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ระนอง สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี ซึ่งหน่วยงานจะได้นำมาวางแผนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่
#ปภ #อุทกภัย #น้ำท่วม #ภัยแล้ง #สาธารณภัย








