วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ณ ห้อง N404 เพื่อพิจารณาติดตามเส้นทางการเงินและการบังคับใช้กฎหมายในคดีสำคัญ 3 กรณี
โดยประเด็นแรกเป็นการติดตามกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีผู้แทนจากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าร่วมประชุม โดยคณะกรรมาธิการตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขผู้ทุจริตจำนวน 5,929 ราย ยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดเนื่องจากเป็นการตรวจสอบเพียงไฟล์ภาพสแกนเท่านั้น ยังไม่ได้ตรวจสอบจากกระดาษคำตอบฉบับจริงที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ยึดอายัดไว้เป็นของกลาง จึงอาจมีช่องโหว่ที่ทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนและคาดว่าอาจมีผู้กระทำความผิดมากกว่า 5,925 ราย
คณะกรรมาธิการแสดงความกังวลว่าแม้คดีจะผ่านมา 2 เดือน แต่ยังไม่มีการเรียกสอบปากคำกลุ่มผู้ทุจริตซึ่งเป็นพยานสำคัญที่จะเชื่อมโยงไปถึงนายหน้าและข้าราชการที่เรียกรับเงิน จึงเสนอให้สำนักงาน ปปง. ใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษออกคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของกลุ่มตัวการและนายหน้าโดยเร็วโดยไม่ต้องรอผลรายงานจากชุดอื่นเพื่อป้องกันการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน
พร้อมทั้งเสนอให้มีการเยียวยาคืนสิทธิ์แก่ผู้ที่สอบโดยสุจริตในการบรรจุและเลือกสถานที่ปฏิบัติงาน เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นบุตรหลานประชาชนที่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน นอกจากนี้ควรตรวจสอบย้อนหลังการสอบในปีก่อนๆ และใช้พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลเชิงลึกเพื่อระบุตัวผู้เขียนข้อมูลในระบบ โดยจะมีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ (มศว), ปปช., กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาชี้แจงร่วมกันในโอกาสต่อไป
"ในการสอบท้องถิ่นนี้ ผมได้ซักถามไปยังสำนักงาน ปปง. ซึ่งพบข้อเท็จจริงว่ามูลฐานตัวเลขในการฟอกเงินเป็นวงเงินที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยตรวจพบมา แต่ขณะนี้ยังติดขัดขั้นตอนการพิจารณาที่ต้องใช้เวลาอีก 1-2 วัน ส่วนการเยียวยานั้น เราต้องให้ความสำคัญกับการคืนสิทธิ์และอำนวยความยุติธรรมให้แก่ผู้สอบแข่งขันโดยสุจริต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุตรหลานประชาชนที่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนด้วยความวิริยะอุตสาหะเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการ คณะกรรมาธิการจึงต้องให้ความสำคัญกับบุคคลกลุ่มนี้เป็นพิเศษ"
สำหรับประเด็นที่สองเป็นการติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบเส้นทางการเงินกรณีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พ.ศ. 2567 โดยมีผู้แทนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงาน ปปง. เข้าร่วม คณะกรรมาธิการเห็นว่าคดีนี้ดำเนินการล่าช้าเกือบ 2 ปี ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญระดับชาติที่กระทบต่อความชอบธรรมของวุฒิสภาและองค์กรอิสระ
โดยข้อเท็จจริงไม่ซับซ้อนเพราะสามารถตรวจสอบได้จากกล้องวงจรปิด รายชื่อผู้เข้าพักโรงแรม และเส้นทางการเงินตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ แต่กลับยังไม่มีการเรียกสอบปากคำพยานบุคคลที่เคยเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ จึงขอให้ DSI ทำงานเชิงรุกโดยไม่ต้องรอสำนวนจาก กกต. และสามารถใช้อำนาจเรียกผู้สมัคร สว. มาให้ปากคำได้ทันที พร้อมทั้งให้มีหนังสือเร่งรัดสอบถามกรอบเวลาที่ชัดเจนไปยัง กกต. และแถลงความคืบหน้าให้ประชาชนทราบโดยเร่งด่วน
ประเด็นสุดท้ายคือการตรวจสอบระบบธุรกรรมทางการเงินกรณีผู้เสียหายจากเครือข่ายชักชวนลงทุนและซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) ที่ได้รับผลกระทบจากการอายัดบัญชี ซึ่งคณะกรรมาธิการพบว่ามาตรฐานการดำเนินคดีมีความเหลื่อมล้ำและเป็นสองมาตรฐาน บางคดีล่าช้าและมีการอายัดบัญชีแบบเหมารวมโดยไม่กลั่นกรองว่าส่วนใดเป็นเงินที่ได้จากการกระทำความผิดหรือเงินสุจริต
ส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์เสียรายได้และช่องทางทำกิน คณะกรรมาธิการกังวลว่าระบบการอายัดที่ไม่มีระบบอัตโนมัติและขึ้นอยู่กับดุลพินิจพนักงานสอบสวนอาจเป็นช่องโหว่ให้มีการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการปลดอายัด จึงเสนอให้ DSI ประสานขอข้อมูลธนาคารเป็นไฟล์อิเล็กทรอนิกส์และใช้โปรแกรมคัดกรองเพื่อลดการใช้ดุลพินิจ โดยหากตรวจสอบแล้วไม่พบความเชื่อมโยงความผิด ต้องปลดอายัดบัญชีให้ผู้บริสุทธิ์ภายใน 7 วัน และจะมีการรวบรวมข้อจำกัดทางกฎหมายเพื่อจัดทำรายงานเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในการแก้ไขปัญหาระดับนโยบายต่อไป








