‘ชัยชนะ เดชเดโช’ สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ จัดหนักรัฐบาล! แซะ ‘เอกนิติ-ศุภจี’ ให้กินน้ำมันตับปลา-วิตามินซี จะได้มีสมองบริหารประเทศ แก้ปัญหาปากท้อง พร้อมแต่งกลอนเตือนอย่าทำเพื่อเสริมบารมีตนเอง เผยขุนพลฝ่ายค้านเตรียมพร้อมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วง ก.ย.-ต.ค. นี้ ยันไม่มีการละคร ชี้มีแผลพรึ่บ ทั้งงบตัดลงท้องถิ่นไป “ไทยช่วยไทยพลัส” และโครงการพยาบาลอาสาเหลื่อมล้ำ อสม.
วันที่ 5 สิงหาคม 2569 เวลา 13.15 น.ที่รัฐสภา นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้านว่า อยู่ระหว่างรอจังหวะและมติจากพรรคประชาชนในการยื่นอภิปราย คาดว่าหลังจากเปิดสภาและพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวาระที่สามเรียบร้อยแล้ว ฝ่ายค้านจะดำเนินการยื่นทันที ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมนี้ ยืนยันว่าการอภิปรายครั้งนี้จะไม่ใช่การแสดงละครในสภาอย่างแน่นอน
นายชัยชนะ กล่าวถึงจุดอ่อนและบาดแผลของรัฐบาลว่า ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องในความรับผิดชอบของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนทุกคนรับรู้ได้ดี เพราะแม้น้ำมันจะลดราคาแต่สินค้ากลับไม่ลดลงตาม รวมถึงปัญหาเงินชดเชยเกษตรกรชาวนา และการเตรียมรับมือฤดูผลไม้ภาคใต้ที่กำลังมาถึง
"เอกนิติ ศุภจีเอ๋ย เจ้าจงทำงานเพื่อประเทศชาติ เจ้าอย่าจงทำงานเพื่อเสริมสร้างบารมีตนเอง นอกจากแก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ได้แล้ว เจ้าจงกลับไปดูการบริหารในกระทรวงของเจ้า ทั้งสองท่าน ทราบข่าวว่าท่านมีปัญหาทั้ง 2 กระทรวง กับข้าราชการประจำ มีปัญหาด้านนโยบาย สุดท้ายแล้ว กินน้ำมันตับปลาเยอะๆ สมองจะได้ดี จะได้มีสมองในการบริหารประเทศชาติต่อไป" นายชัยชนะ กล่าว
นายชัยชนะ กล่าวด้วยท่าทีหยอกแกมเย้าว่า “จริงๆ อยากส่งน้ำมันตับปลาและวิตามินซีไปให้ทั้งสองท่าน แต่เชื่อว่าอยู่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังคงหาซื้อได้ตามร้านขายยา พร้อมฝากถึง “พี่เอก-พี่แต๋ม” ว่าขอให้ตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน เพราะขณะนี้รู้สึกว่าความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของทั้งสองท่านช้าลงอย่างมาก”
นอกจากนี้ นายชัยชนะ ยังได้กล่าวถึงการจัดทำงบประมาณแผ่นดินว่า มีการตัดงบประมาณพัฒนาจังหวัดไปกว่า 20,000 ล้านบาท แทนที่จะนำไปจัดสรรลงสู่ท้องถิ่น กลับนำงบส่วนใหญ่ไปกระจุกตัวอยู่ที่ โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งการบริหารประเทศที่ถูกต้องควรเน้นการกระจายอำนาจควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน
เมื่อถามถึงกรณีโครงการรับสมัคร "พยาบาลอาสา" ที่เพิ่งปิดรับสมัครไปเมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา นายชัยชนะ กล่าวว่า รูปแบบการคัดเลือกใช้เพียงการสัมภาษณ์หลังการอบรม ส่อไปในทางสร้างเครือข่ายมากกว่า อีกทั้งยังเกิดความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่เป็นด่านหน้าดูแลผู้ป่วยติดเตียงแต่ได้ค่าตอบแทนเพียง 600 - 2,000 บาท ในขณะที่พยาบาลอาสากลับได้รับเงินเดือนสูงถึง 15,000 บาท ทั้งที่กระทรวงสาธารณสุขยังมีบุคลากรและพนักงานราชการที่รอการบรรจุอยู่อีกกว่า 7,000 ตำแหน่ง ซึ่งรัฐบาลควรให้ความสำคัญและทบทวนในเรื่องนี้โดยด่วน








