วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา แถลงข่าวเรื่อง "การพิจารณาปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และการสื่อสารข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ" เพื่อชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความเข้าใจผิดว่าคณะกรรมาธิการฯ ต้องการยกเลิกสิทธิบัตรทอง โดยนายประพนธ์ยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงและไม่มีใครกล้าตัดสิทธิของประชาชน แต่เป้าหมายคือการสร้างความยั่งยืนให้ระบบ
เนื่องจากปัจจุบันสถานะทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยข้อมูลปี 2569 พบว่าโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 903 แห่ง มีถึง 400 แห่งที่มีเงินบำรุงติดลบ และภาพรวมมีผลขาดทุนกว่า 12,000 ล้านบาท แม้งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพจะเพิ่มขึ้น แต่ค่าชดเชยกลับไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง
คณะกรรมาธิการฯ จึงตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านการบริหารจัดการ การจัดสรรทรัพยากร และการกำหนดสิทธิประโยชน์ที่ต้องยึดหลักเกณฑ์ทางวิชาการและความจำเป็นทางการแพทย์ เช่น กรณีการให้สิทธิฮอร์โมนข้ามเพศที่เปรียบเทียบกับความล่าช้าในการผลักดันวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (PCV) ในเด็ก ซึ่งสะท้อนถึงการลำดับความสำคัญที่ควรจะโปร่งใสและตรวจสอบได้มากกว่าที่เป็นอยู่
"ผมตอบเลยครับว่าไม่มีใครคิดเรื่องยกเลิกบัตรทอง แค่คิดก็ไม่กล้าแล้ว เพราะว่าเป็นสิทธิของพี่น้องประชาชน วันนี้ผมอยากยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง คณะกรรมาธิการไม่มีเจตนาจะยกเลิกระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และไม่มีเจตนาที่จะลดสิทธิขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชน สิ่งที่เราต้องการคือการร่วมกันหาแนวทางที่จะทำให้ระบบสามารถดูแลพี่น้องประชาชนได้อย่างมีคุณภาพและมีความยั่งยืนในระยะยาว เพราะจากข้อมูลปี 2569 พบว่าโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 903 แห่ง มีถึง 400 แห่งที่มีเงินบำรุงติดลบ และภาพรวมมีผลขาดทุนกว่า 12,000 ล้านบาท แม้งบประมาณจะได้รับเพิ่มขึ้น แต่โรงพยาบาลหลายแห่งยังสะท้อนว่าค่าชดเชยไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง" นายประพนธ์ กล่าว
ด้าน ดร.โสภณ มะโนมะยา รองประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาระบบงบประมาณการบริหารจัดการและธรรมาภิบาลกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบุว่าการศึกษาครั้งนี้เน้นการรับฟังข้อมูลจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน ทั้ง สปสช. กระทรวงสาธารณสุข องค์กรวิชาชีพ และภาคประชาชน โดยมีการจัดเวทีสัมมนาระดับประเทศเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อให้ข้อเสนอตั้งอยู่บนข้อมูลเชิงประจักษ์ ซึ่งพบว่าในขณะที่ภาคประชาชนต้องการรักษาความแข็งแรงของสิทธิขั้นพื้นฐานไว้ แต่ฝ่ายผู้ให้บริการอย่างโรงพยาบาลกลับสะท้อนปัญหาภาระงานที่เพิ่มขึ้นและการชดเชยค่าบริการที่ไม่ครอบคลุมต้นทุน คณะกรรมาธิการฯ จึงมุ่งหาจุดสมดุลที่ทำให้ประชาชนยังได้รับสิทธิที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันโรงพยาบาลและระบบโดยรวมก็ต้องสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงในอนาคตด้วย
ขณะที่ ดร.อนันต์ชัย อัศเมฆิน คณะอนุกรรมาธิการ ได้สรุปข้อค้นพบสำคัญ 7 ประการ โดยชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างการจัดสรรที่ไม่สะท้อนภาระงานจริง ทำให้โรงพยาบาลต้องนำเงินบำรุงมาอุดหนุนการบริการจนเสี่ยงต่อเสถียรภาพระยะยาว นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการกำหนดสิทธิประโยชน์ที่โปร่งใส ยึดภาระโรคและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขเป็นหลัก ส่วนประเด็นเรื่อง "การร่วมจ่าย" นั้น เป็นเพียงหนึ่งในหัวข้อที่นำมาศึกษาเพื่อหาโมเดลที่เหมาะสมเท่านั้น ยังไม่ใช่ข้อสรุป และหากจะมีขึ้นในอนาคตจะต้องมีมาตรการคุ้มครองกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยอย่างชัดเจน โดยย้ำว่าการไม่ปรับปรุงโครงสร้างใด ๆ เลยจะเป็นความเสี่ยงใหญ่หลวงต่อประสิทธิภาพของบริการที่จะถึงมือประชาชน
ด้านตัวแทนจากเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHOSNET) นายแพทย์สนั่น วิสุทธิศักดิ์ชัย และนายแพทย์เพชร อลิสานันท์ ร่วมให้ข้อมูลในมุมมองผู้ปฏิบัติงานว่า แม้ระบบหลักประกันสุขภาพฯ ตลอด 24 ปีที่ผ่านมาจะมีคุณูปการอย่างยิ่ง แต่ปัจจุบันบริบทเปลี่ยนไป ทั้งสังคมสูงวัยและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สูงขึ้น แม้ในปี 2569 รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณสูงถึง 265,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 4,176 บาทต่อคนต่อปี แต่โรงพยาบาลยังประสบปัญหาสภาพคล่องจนอาจส่งผลต่อการเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงภาระงานของบุคลากรที่หนักหน่วง การปรับปรุงกฎหมายจึงเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้ระบบสามารถเดินหน้าต่อไปได้อีก 20-30 ปี โดยไม่ลดทอนสิทธิของประชาชน
ในช่วงท้าย นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ได้ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนถึงความคืบหน้าของร่าง พรบ. ว่าเป็นเพียงหนึ่งในหลายร่างที่อยู่ในกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ พร้อมยกตัวอย่างความไม่สมดุลของงบประมาณ เช่น งบผู้ป่วยใน (IPD) ที่เป็นแบบปลายปิด ซึ่งเคยตกลงกันไว้ที่ 8,350 บาทต่อหน่วยน้ำหนัก แต่เมื่อถึงปลายปีกลับจ่ายจริงได้เพียง 5,000 กว่าบาท ซึ่งไม่สะท้อนต้นทุนผ่าตัดจริง ในขณะที่งบนวัตกรรม "7 นางฟ้า" ซึ่งเป็นงบแบบเปิดหรือ Free-schedule ในปี 2569 ตั้งงบไว้ 3,700 กว่าล้านบาท แต่เพียง 6 เดือนเงินก็หมด จนต้องดึงเงินจากกองทุนการดูแลระยะยาว (Long-term Care) มาสมทบอีก 1,800 ล้านบาท ซึ่งสถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความไม่สมดุลในการใช้เงิน รายงานผลการศึกษานี้จะถูกเสนอต่อวุฒิสภาในสมัยประชุมหน้า และหากได้รับความเห็นชอบจะส่งต่อให้รัฐบาลพิจารณาใช้ประโยชน์ต่อไป








