“กมธ.สาธารณสุข” แถลงแฉขบวนการซื้อขายสัญชาติไทยผ่านกลุ่มรับสมัครอุ้มบุญ เผยแพ็คเกจพ่อทิพย์-แม่ทิพย์ 9.2-9.5 หมื่นบาท โยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนเทา เร่งดันกฎหมายบังคับตรวจ DNA สดสัญชาติ
วันที่ 23 ก.ค. 2569 เวลา 12.30 น.ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข แถลงผลการสอบสวนกรณีสถานพยาบาลเอกชนรับรองการเกิดของเด็กต่างชาติโดยมิชอบ แฉขบวนการซื้อขายสิทธิ์สัญชาติไทยระบาดหนักบนโซเชียลมีเดีย ประกาศขายแพ็คเกจ "พ่อทิพย์-แม่ทิพย์" หัวละ 9.5 หมื่นบาท พบเคสบิ๊กทุนจีนเทาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 7 หมื่นล้าน จ้างชายไทยสวมสิทธิ์รับเป็นพ่อเด็ก 3 คน จี้ล้างบางทั้งระบบ พร้อมชงแก้กฎหมายบังคับตรวจ DNA ก่อนรับรองสัญชาติไทย
นายสกลธี ภัททิยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข แถลงข่าวภายหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมการกงสุล (กระทรวงการต่างประเทศ), กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.), กรมการปกครอง, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักปกครองและทะเบียน กรุงเทพมหานคร และสำนักงานเขตธนบุรี เพื่อพิจารณาศึกษาเคสกรณีสถานพยาบาลเอกชนรับรองการเกิดของเด็กต่างชาติโดยมิชอบ
จากการสืบสวนพบว่า มีการโฆษณาซื้อขายสิทธิ์สัญชาติไทยอย่างเปิดเผยผ่านกลุ่ม Line และ Facebook เช่น กลุ่ม "รับสมัครอุ้มบุญ" โดยเสนอขายแพ็คเกจของโรงพยาบาลเอกชนเพื่อขอจดสัญชาติไทยให้แก่เด็กต่างชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตธนบุรี มีการตั้งราคาแพ็คเกจ "พ่อทิพย์-แม่ทิพย์" อยู่ที่ประมาณ 92,000 ถึง 95,000 บาท
นอกจากนี้ยังพบพฤติการณ์เชิงลึกของ "นายเฉิน" (สัญชาติจีน) ผู้ต้องหาคดีฟอกเงินและเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท ได้ให้ภรรยาชาวจีนจ้างวานชายสัญชาติไทยมาจดทะเบียนสมรสเพื่อรับรองบุตรจำนวน 3 คน เพื่อให้ได้สัญชาติไทย โดยมีการจูงใจด้วยเงินตอบแทนรายเดือน และจ่ายเงินก้อนทันทีเมื่อตรวจพบหัวใจทารกในครรภ์
ประธานกมธ.สาธารณสุข กล่าวว่า ช่องโหว่สำคัญในกระบวนการแจ้งเกิดปัจจุบัน ดังนี้ ไม่บังคับใช้ใบทะเบียนสมรส เพียงแค่แสดงตัวเป็นบิดาและมารดาก็สามารถขอรับใบรับรองการเกิดได้ เจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนเขตจึงพิจารณาจากเอกสารที่โรงพยาบาลออกให้เป็นหลัก เจ้าหน้าที่ รพ. เอกชนชี้ช่อง มีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งคอยแนะนำขั้นตอนและเทคนิคหลบเลี่ยงกฎหมาย การมอบอำนาจทั่วไป กลายเป็นช่องทางเอื้อให้เกิดการสมรู้ร่วมคิดทำเอกสารเท็จ โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตบางแห่งคอยอำนวยความสะดวกในการรับแจ้งเกิดโดยมิชอบ
นายสกลธี กล่าวอีกว่า การดำเนินคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับ DSI, กทม. และกรมการปกครอง ได้สืบสวนขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่อง การจับกุมรอบแรก (19 เม.ย. 2569) ออกหมายจับรวม 35 หมาย ประกอบด้วย เด็ก 20 คน, พ่อทิพย์ชาวไทย 14 คน, แม่ชาวจีน 14 คน, พ่อชาวจีน 5 คน, เจ้าหน้าที่รัฐ 1 คน และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 คน การจับกุมรอบสอง (15 ก.ค. 2569) ร่วมกับ DSI ออกหมายจับเพิ่มเติมอีกประมาณ 40 หมาย อยู่ระหว่างการติดตามจับกุมตัว ขณะที่ผลการตรวจสอบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของ กทม. และกรมการปกครอง พบผู้กระทำผิดที่พิสูจน์แล้วว่าเป็น "พ่อทิพย์" ชัดเจนจำนวน 32 ราย, กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง 45 ราย และกลุ่มที่มีเหตุอันควรสงสัยสูงถึง 556 ราย
“ผู้กระทำผิดจะถูกดำเนินคดีในข้อหาแจ้งความเท็จตามมาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร, การนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และหากเป็นเจ้าพนักงานจะมีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157) ในส่วนของสถานะเด็ก จะถูก เพิกถอนรายการสูติบัตร จาก "ผู้มีสัญชาติไทย" เปลี่ยนเป็น "ผู้ไม่มีสัญชาติไทย" (บุตรของคนต่างด้าว) โดยผลของกฎหมายทันที”นายสกลธี กล่าว
ประธานกมธ.สาธารณสุข กล่าวต่อว่า กระทรวงการต่างประเทศได้ขึ้นบัญชี Watch List สำหรับผู้มีประวัติสุ่มเสี่ยง และ Black List เพื่อปฏิเสธการขอวีซ่าทุกกรณี ด้านกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เสนอให้ทบทวนระเบียบการมอบอำนาจแจ้งเกิดกรณีคนต่างด้าว นอกจากนี้ กมธ. เห็นพ้องกันว่า ผลตรวจ DNA เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการยืนยันความสัมพันธ์แม่-ลูก เพื่อป้องกันการทุจริต โดยเสนอปรับแก้กฎหมายให้การตรวจ DNA เป็นมาตรฐานบังคับก่อนการรับรองสัญชาติไทย (กรณีบิดาไทย-มารดาต่างด้าว) ซึ่งอัตราค่าตรวจของสถาบันนิติเวช รพ.รัฐ (เช่น รามาธิบดี, ศิริราช) อยู่ที่ประมาณ 3,500 บาทต่อคน ซึ่งเข้าถึงได้ง่ายและประหยัดกว่า รพ.เอกชน
“ได้สั่งการให้ ตร., กทม. และกรมการปกครอง นำส่งข้อมูลรายชื่อ โรงพยาบาลเอกชนทั้ง 8 แห่ง ข้อมูลสถิติผู้กระทำผิดทั้งหมด และรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง กลับมายัง กมธ. เพื่อประสานกระทรวงการต่างประเทศในการ เพิกถอนหนังสือเดินทางไทย (Passport) ที่ออกโดยมิชอบ และนำไปสู่การสังคายนากฎหมายให้รัดกุมยิ่งขึ้นต่อไป”นายสกลธี กล่าว








