วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ห้อง 607 ชั้น 6 อาคารรัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน พร้อมด้วย นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ และนายภัณฑิล น่วมเจิม สส. พรรคประชาชน จัดงานเวทีเจาะลึกหลักฐานคดี ‘โกง สว.’ ภาคพิเศษ: เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน? โดยมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ นายมุนินทร์ พงศาปาน นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ และนายนันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากร เข้าร่วมเวที
ไฮไลต์หนึ่งของงานคือการร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านระบบวิดีโอออนไลน์ของ พล.ต.ต.บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ อดีตผู้สมัคร สว. ปี 2567 จังหวัดเพชรบุรี กลุ่มที่ 2 ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งระบุว่าตนเองตั้งใจใช้เงินบำนาญจำนวน 2,500 บาท เข้าสมัครเพื่อเลือกคนดีเข้าไปทำหน้าที่ด้วยมือที่สะอาด แต่กลับพบร่องรอยความไม่สุจริตตั้งแต่ระดับอำเภอ
โดยได้นำข้อมูลไปแจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 เกี่ยวกับกระแสข่าว "โหวตเตอร์รับจ้าง" ที่ได้รับเงินค่าจ้าง 5,000 บาท ซึ่งผู้สมัครกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย บางรายถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบางรายต้องหนีหนี้นอกระบบในช่วงเช้าแต่กลับมีเงินมาสมัคร สว. ในช่วงบ่าย จนเกิดข้อสงสัยว่าใครเป็นผู้สนับสนุนเงินค่าสมัครให้
นอกจากนี้ยังพบข้อพิรุธเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครที่ กกต. ปล่อยให้ผ่านเกณฑ์ ทั้งกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่มีประสบการณ์ไม่ถึง 10 ปี รวมถึงการปล่อยให้เครือญาติทั้งพ่อ แม่ ลูก หรือสามีภรรยา สมัครในคราวเดียวกันซึ่งผิดกฎหมาย
โดย พล.ต.ต.บัญญัติ ชี้ให้เห็นหลักฐานในพื้นที่อำเภอแก่งกระจาน ที่มีผู้สมัครเกือบ 100 คน ถูกรับรองโดยบุคคลเพียงคนเดียวในแบบ สว. 2 และมีการระบุวันเวลาการมีประสบการณ์ในใบสมัครเป็นวันเดียวกันคือวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 เพื่อให้ครบเกณฑ์ 10 ปี อีกทั้งยังพบการใช้ใบรับรองแพทย์จากแหล่งเดียวกันทั้งหมด ซึ่งถือเป็นร่องรอยความผิดปกติที่ กกต. ควรตรวจสอบ
ในส่วนของการดำเนินคดี พล.ต.ต.บัญญัติ ระบุว่าที่ผ่านมามีความพยายามใช้ช่องทางยุติธรรม ทั้งการที่ทนายแจ้งความต่อตำรวจเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 และอดีต สจ. จังหวัดเพชรบุรี (อดีตผู้สมัคร สว.) ยื่นฟ้องต่อศาลเองเมื่อวันที่ 18 กันยายน ตาม พรป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 88 แต่กลับไม่ได้รับการประทับรับฟ้องเนื่องจากศาลมองว่าผู้สมัครไม่ใช่ "ผู้เสียหายโดยตรง" ทำให้ไม่มีโอกาสพิสูจน์ความจริงในชั้นศาล
ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 ตนได้นำรายชื่อกลุ่ม อสม. ที่ขาดคุณสมบัติไปยื่นให้ กกต. พิจารณา จนกระทั่งเดือนธันวาคม 2568 กกต. มีคำวินิจฉัยให้ดำเนินคดีอาญากับ อสม. เพียง 7 ราย ส่วนอีก 13 รายให้ยกคำร้องโดยไม่มีเหตุผลรองรับที่ชัดเจน และจนถึงปัจจุบันผ่านมาเกือบหนึ่งปีก็ยังไม่มีความคืบหน้าว่ามีการดำเนินคดีจริงหรือไม่
โดยตนมองว่าข้าราชการที่เกียร์ว่าง ทั้ง กกต. และมหาดไทย คือปัญหาของแผ่นดิน เป็นการตัดตอนกระบวนการยุติธรรมไม่ให้ความจริงปรากฏ ความช้าคือความไม่ยุติธรรม ประชาชนเห็นอยู่กับหูรู้อยู่กับตาแต่ทำอะไรไม่ได้ ถูกจับโยนทิ้งไม่ให้ขึ้นเวทีพิสูจน์ความจริง จึงอยากฝากฝ่ายค้านถามรัฐมนตรีมหาดไทยว่า ผอ.กต. อำเภอที่มีข้อมูลทะเบียนราษฎร์อยู่ในคอมพิวเตอร์ แค่เคาะไม่กี่ทีก็รู้แล้วว่าใครเป็นพ่อแม่ลูกหรือคู่สมรสที่สมัครด้วยกันซึ่งมันผิดกฎหมาย แต่การที่ปล่อยเกียร์ว่างไม่ทำหน้าที่ อันนี้คือข้อบกพร่องที่ต้องตรวจสอบ
ทั้งนี้ พล.ต.ต.บัญญัติ ได้เสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อลดการรวมศูนย์อำนาจการสืบสวนไว้ที่ กกต. กลางเพียงอย่างเดียว และควรเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในฐานะผู้เสียหายในประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะได้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทยกำชับการทำงานของเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอให้เข้มงวดในการตรวจสอบคุณสมบัติผ่านระบบฐานข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อป้องกันขบวนการจ้างสมัครที่ทำลายความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือก สว.
"ผมบอก กกต. และรัฐบาลว่าอย่าฟ้องผมนะ ที่ผมมาพูดวันนี้ผมไม่ได้มาเพราะเป็นเครื่องมือของใคร ไม่เคยสังกัดพรรคการเมือง และไม่แบ่งแยกสีไหน แต่ที่มาวันนี้เพราะผมสีทนไม่ได้" พล.ต.ต.บัญญัติ กล่าว








