เมื่อวันที่ 1 ส.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ฝ่าวิกฤต รับมือระเบียบโลกใหม่” ในงานเสวนา The Intania Forum: Surviving Under the New World Order ที่หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสะท้อนวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมประกาศเดินหน้าปฏิรูประบบราชการ พัฒนาคน และผลักดันการวิจัยและพัฒนา เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
นายอนุทิน กล่าวว่า โลกในปัจจุบันอาจไม่ใช่ “ระเบียบโลกใหม่” แต่เป็น “โลกไร้ระเบียบ” ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่มีสูตรสำเร็จ และเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจนไม่สามารถใช้วิธีคิดแบบเดิมได้อีกต่อไป ดังนั้น รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมให้ประเทศรับมือกับความผันผวน โดยยึดหลักความยืดหยุ่น การพึ่งพาตนเอง และการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตจากกระแสโลกาภิวัตน์ การเป็นฐานการผลิต การส่งออก และการท่องเที่ยว แต่สิ่งที่ประเทศต้องเร่งเสริมคือการวิจัยและพัฒนา เพราะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยียุคใหม่ทำให้หลายประเทศเริ่มต้นจากจุดที่ใกล้เคียงกัน หากประเทศไทยลงทุนอย่างถูกทิศทาง ก็ยังมีโอกาสยกระดับอุตสาหกรรมของตนเองได้
สำหรับการนำเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์มาใช้ นายอนุทิน กล่าวว่า จะต้องอยู่บนหลัก 4P ได้แก่ การป้องกันผลกระทบ การสร้างความเจริญ การเพิ่มศักยภาพของประเทศ และการคุ้มครองไม่ให้เทคโนโลยีกลับมาสร้างผลกระทบต่อมนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อม
นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลกำลังจัดทำแนวทางสำคัญในการกำหนดลำดับความสำคัญของการลงทุน เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ใช้เวลาน้อย แต่สร้างผลลัพธ์ที่คุ้มค่า พร้อมเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับวิกฤต เพื่อให้ประเทศก้าวสู่ความมั่นคงและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และการรับมือภัยพิบัติ โดยบางเรื่องจำเป็นต้องตัดสินใจลงทุนอย่างจริงจัง เช่น ระบบป้องกันน้ำท่วม เพราะประเทศไทยต้องใช้งบประมาณเยียวยาความเสียหายจากน้ำท่วมปีละประมาณ 50,000 ล้านบาท หากลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานได้เร็ว จะช่วยลดความสูญเสียในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ
พร้อมย้ำว่า เศรษฐกิจไทยยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง แต่โจทย์สำคัญคือการกระจายความมั่งคั่งให้ทั่วถึง ไม่ให้กระจุกตัวอยู่เพียงบางพื้นที่ ประเทศไทยไม่ควรมีเพียงกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งเดียว แต่ต้องสร้างเมืองเศรษฐกิจใหม่ พร้อมพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเพื่อเชื่อมโยงการผลิต อุตสาหกรรม การจ้างงาน และรายได้เข้าด้วยกัน
นายอนุทิน กล่าวว่า ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศคือ “คน” เพราะเทคโนโลยีสามารถจัดหาได้ แต่คนไทยต้องเรียนรู้ได้เร็ว ปรับตัวได้ไว และมีโอกาสพัฒนาศักยภาพตลอดชีวิต รัฐบาลจึงจะเร่งยกระดับการศึกษา พัฒนาทักษะใหม่ และเปิดโอกาสให้คนไทยเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงผู้ใช้งาน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะสนับสนุนนวัตกรรมของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่มหาวิทยาลัย สตาร์ทอัป ภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงการวิจัยและพัฒนาด้านยุทโธปกรณ์ หากประเทศไทยสามารถผลิตได้เอง รัฐก็พร้อมสนับสนุนการสร้างตลาดและการใช้งานจริง เพื่อให้การวิจัยและพัฒนาไม่หยุดอยู่ในห้องทดลอง แต่สามารถต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้
อีกภารกิจสำคัญคือการปฏิรูประบบราชการให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และตรวจสอบได้ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น นำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และปรับกำลังคนให้สอดคล้องกับภารกิจ โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการลดขนาดภาครัฐ แต่ต้องทำให้ภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถสนับสนุนภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างปรับปรุงระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่เดือดร้อนจริง พร้อมสร้างโอกาสให้ประชาชนวัยทำงานกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ มีงานทำ มีรายได้ และไม่ต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐเพียงอย่างเดียว
“รัฐบาลมีเสถียรภาพและมุ่งมั่นทำงานเพื่อประเทศ แม้โลกยุคใหม่จะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ประเทศไทยต้องไม่ไร้ทิศทาง รัฐบาลจะใช้แนวคิดแบบวิศวกรในการแก้ปัญหา ใช้มุมมองของนักธุรกิจในการสร้างโอกาส และใช้ศักยภาพของคนไทยทั้งประเทศในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้” นายอนุทิน กล่าว
#อนุทินชาญวีรกูล #นายกรัฐมนตรี #เศรษฐกิจไทย #ปฏิรูปราชการ #วิจัยและพัฒนา #นวัตกรรม #AI #การศึกษา #ข่าวการเมือง #ข่าวเศรษฐกิจ








