เมื่อวันที่ 1 ส.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงาน 5 ชุด เพื่อเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ มุ่งยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเกิน 3% ภายใน 4 ปี พร้อมผลักดันอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้ติด 20 อันดับแรกของโลก และต่อยอดสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี หรือภายในปี 2581 ตามเป้าหมายสำคัญของ กรอ.
คณะทำงานทั้ง 5 ชุด ประกอบด้วย
คณะทำงานขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง (Investment & Industry Transformation Hub) มี นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นประธาน ทำหน้าที่สนับสนุนการผลิตในประเทศและการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก ผ่านเครื่องมือของภาครัฐ เช่น PromptBiz มาตรการด้านการเงินการคลัง และระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมเดิมด้วยการส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยี เพิ่มมูลค่า และเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่
นอกจากนี้ ยังเร่งผลักดันโครงการ Thailand FastPass และ Investment Enablement เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุมัติการลงทุน โดยมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งระบบน้ำ ไฟฟ้า พื้นที่อุตสาหกรรม และสาธารณูปโภค รวมถึงยกระดับทักษะแรงงานผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
คณะทำงานขับเคลื่อนอนาคตด้วยปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีขั้นสูง (AI & Digital Hub) มี นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธาน มีภารกิจดึงดูดการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ และการออกแบบชิป เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ พร้อมพัฒนาระบบนิเวศด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างครบวงจร ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล บุคลากร การวิจัยและพัฒนา รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนผลักดันการนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้จริงในทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างบริการใหม่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
คณะทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) มี นายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน มุ่งเร่งพัฒนาพลังงานสะอาด ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น พร้อมผลักดันโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ระบบขนส่งสีเขียว และการบริหารจัดการวงจรชีวิตของยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงพัฒนาตลาดคาร์บอน ระบบบัญชีคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกลไกทางการเงินสีเขียว เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
คณะทำงานพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน (Financial Hub) มี นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน มีเป้าหมายยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางด้านธนาคาร ตลาดทุน ประกันภัย และการบริหารความมั่งคั่ง รวมถึงเพิ่มบทบาทของตลาดทุนในการระดมทุนให้ธุรกิจนวัตกรรม ธุรกิจเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนสตาร์ทอัปและธุรกิจศักยภาพของประเทศ ผ่านมาตรการส่งเสริมการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และการเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อสร้างธุรกิจไทยให้แข่งขันในระดับโลก
คณะทำงานพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และบริการสุขภาพมูลค่าสูง (Medical Investment Hub) มี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ทำหน้าที่สร้างระบบนิเวศทางการแพทย์แบบครบวงจร ตั้งแต่การรักษาพยาบาล การวิจัยและพัฒนายา เครื่องมือแพทย์ และบริการสุขภาพมูลค่าสูง พร้อมเชื่อมโยงอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานด้านการแพทย์ของโลก และสนับสนุนการผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์ และนวัตกรรมทางการแพทย์ภายในประเทศ
นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้คณะทำงานทั้ง 5 ชุด จัดทำแผนปฏิบัติการใน 3 ระยะ ได้แก่ แผน Quick Big Win ภายใน 6 เดือน แผน Big Win ภายใน 2 ปี และแผน Long Win ภายใน 4 ปี เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยทุกคณะทำงานจะนำโจทย์ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายจากการประชุม กรอ. ครั้งก่อน ไปจัดทำรายละเอียดในแต่ละด้าน เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเกิน 3% ภายในปี 2572 พร้อมระบุว่า คณะอนุกรรมการจะประชุมติดตามความคืบหน้าอีกครั้งในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้
ทั้งนี้ คณะทำงานทั้ง 5 ชุด จะเร่งกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งอุตสาหกรรมเดิมและอุตสาหกรรมใหม่ ที่จะได้รับการสนับสนุนผ่านมาตรการจูงใจต่าง ๆ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี มาตรการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและกระทรวงการคลัง การจัดสรรงบประมาณ การส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงการใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย เพื่อให้การสนับสนุนตรงเป้าหมายและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
พร้อมกันนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของภาครัฐและเอกชนให้แตะ 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศภายใน 4 ปี จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 22-23%
ด้าน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้สะท้อนความชัดเจนของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการสนับสนุนทั้งอุตสาหกรรมเดิมและอุตสาหกรรมใหม่ควบคู่กัน
ขณะที่ นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ ผ่านการจัดทำแผนปฏิบัติการที่มีเป้าหมายชัดเจน และเป็นครั้งแรกที่ตลาดทุนได้เข้ามามีบทบาทในคณะทำงานชุดนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจในการใช้ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถผลักดันเป้าหมายที่วางไว้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
#เอกนิติ #เศรษฐกิจไทย #กระทรวงการคลัง #การลงทุน #จีดีพี #BOI #AI #เศรษฐกิจสีเขียว #ตลาดทุน #ข่าวเศรษฐกิจ








