วันที่ 29 ก.ค.69 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมยกเครื่องการปฏิรูประบบราชการท้องถิ่นครั้งใหญ่ ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณายุบเลิกการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค เนื่องจากปัจจุบันมีหน่วยงานรัฐหลายแห่งตั้งหน่วยงานสาขาในจังหวัดต่าง ๆ ถือเป็นการทำงานที่ทับซ้อนอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด ที่สำคัญการตั้งหน่วยงานลงไปลักษณะนี้ยังไม่มีกฎหมายรองรับตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินด้วย
นายปกรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ บอร์ด ก.พ.ร. มีมติชัดเจนให้เปลี่ยนสภาพหน่วยงานเหล่านี้จากการเป็นสำนักงานสาขาไปสู่การใช้ระบบออนไลน์ และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาให้บริการประชาชนแทนการตั้งสำนักงานในภูมิภาค การดำเนินการครั้งนี้ ถือเป็นการปรับโครงสร้างระบบราชการให้กระชับ ลดความซ้ำซ้อน และเน้นการแก้ไขสิ่งที่ผิดกฎหมายให้ถูกต้อง โดยรัฐบาลมีแพ็คเกจรองรับบุคลากรที่ก่อนหน้านี้ถูกตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในภูมิภาค ทั้งการโอนย้ายกลับส่วนกลาง หรือเข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดตามความสมัครใจ
“การตั้งหน่วยงานส่วนกลางไปอยู่ในพื้นที่ภูมิภาคนั้น แท้จริงแล้วผิดกฎหมาย เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งเราจะเสนอให้ครม.ยุติบทบาทเหล่านี้ เพื่อกลับมาใช้ระบบออนไลน์แทนการเปิดสาขาจำนวนมากที่สิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะตอนนี้โลกเปลี่ยนไป ความจำเป็นในการมีสำนักงานสาขาลดลงมาก เพราะเราสามารถใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จัดการงานเอกสารแทนคนได้ทันที และยังช่วยป้องกันการทุจริตได้ง่ายกว่าเดิมด้วยระบบตรวจสอบที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ” นายปกรณ์ กล่าว
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการพิจารณาการปฏิรูปโครงสร้างค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับท้องถิ่น หลังพบปัญหาความเหลื่อมล้ำของฐานเงินเดือน และสวัสดิการที่ส่งผลกระทบต่อระบบราชการส่วนกลางอย่างมาก เนื่องจากฐานรายได้ไม่ได้อิงกับมาตรฐานเดียวกัน โดยล่าสุดพบข้อมูลว่าปลัดเทศบาล และปลัด อบต. ในหลายพื้นที่ได้รับเงินเดือน และค่าตอบแทนสูงกว่าปลัดกระทรวงซึ่งมีภาระหน้าที่ดูแลนโยบายและกิจกรรมสำคัญครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศ
นายปกรณ์ กล่าวว่า สำหรับเป็นความไม่เป็นธรรมนี้ เกิดขึ้นจากการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระในการกำหนดเกณฑ์รายได้ของตนเอง โดยไม่ได้ล้อไปกับเกณฑ์ของสำนักงาน ก.พ. เหมือนข้าราชการส่วนกลาง รัฐบาลจึงเตรียมมอบหมายให้กรมบัญชีกลางจัดทำระบบบัญชีกลางเพื่อควบคุมมาตรฐานการทำงาน และการใช้จ่ายงบประมาณท้องถิ่นให้มีความคุ้มค่า และโปร่งใสตามนโยบายบริหารราชการแผ่นดินยุคใหม่
“เป็นไปได้อย่างไรที่ปลัดเทศบาลมีเงินเดือน และค่าตอบแทนเยอะกว่าปลัดกระทรวง ซึ่งดูแลคนทั้งประเทศและรับผิดชอบภารกิจมหาศาล จึงต้องปรับครั้งใหญ่ทั้งการนำเทคโนโลยีมาใช้ และปรับลดจำนวนคนให้เหลือเท่าที่จำเป็นเพื่อให้โครงสร้างทั้งหมดล้อไปกับมาตรฐานการบริหารจัดการที่ตรวจสอบได้ เรามุ่งหวังให้เกิดการปรับวิธีทำงานใหม่ที่สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนไปโดยต้องมีมาตรฐานบัญชีที่เป็นกลาง เพื่อให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบได้ว่าการใช้จ่ายงบประมาณนั้นมีความคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้รับจริง ๆ” นายปกรณ์ กล่าว
นายปกรณ์ กล่าวถึงการผลักดันภาษีบ้านเกิดเมืองนอนตามนโยบายรัฐบาลว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้บริษัทขนาดใหญ่เข้าไปสนับสนุนท้องถิ่นขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่ถึง 25 ล้านบาทซึ่งยังขาดโอกาสการพัฒนาอีกมาก
สำหรับมาตรการนี้ ยังเปิดช่องให้ภาคเอกชนสามารถนำเงินบริจาคไปหักลดหย่อนภาษีและส่งเสริมการพัฒนาเมือง อาทิ สามารถนำไปคำนวณเป็นคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรได้ตามข้อตกลง การเปลี่ยนโฉมหน้าการพัฒนาท้องถิ่นจะมุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน และคุณภาพชีวิตที่ดีมากกว่าการมุ่งเน้นเพียงการก่อสร้างถนนเหมือนในอดีต เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
นายปกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลเชื่อว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่มีรายได้สูงกับท้องถิ่นขนาดเล็กให้สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะที่เท่าเทียมกัน และตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง








