"ศิริกัญญา" จี้รัฐบาลทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน-แผนปฏิรูปราชการ-เปิดข้อมูลภาษีสหรัฐฯ
วันที่ 27 ก.ค.69 ที่รัฐสภา นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่รัฐบาลมีแนวโน้มจะคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้งหมด โดยผู้สื่อข่าวถามว่ามีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้ นางสาวศิริกัญญา ระบุว่า ตนติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและคาดว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษในวันนี้ จะมีการพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยเชื่อว่าจะเป็นการคืนสิทธิ์ชั่วคราวในช่วง 2 เดือนนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ยังติดค้างในกระบวนการอุทธรณ์
อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ใจว่าจะมีการทบทวนหลักเกณฑ์อื่นๆ เพิ่มเติมหรือไม่ เนื่องจากประชาชนประสบปัญหาจากหลักเกณฑ์ที่ไม่สะท้อนความเดือดร้อนจริง เช่น เกณฑ์หนี้สินเกิน 1 แสนบาทที่ทำให้ถูกมองว่าไม่เดือดร้อนทันที หรือกรณีลูกซื้อประกันชีวิตให้พ่อแม่โดยที่เจ้าตัวไม่ทราบ ซึ่งหากจะมีการทบทวนต้องผ่านคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการ ซึ่งอาจทำให้กระบวนการลากยาวออกไป แต่การขยายเวลาอุทธรณ์ไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายนก็น่าจะพอมีเวลาแก้ไขปัญหาที่ติดพันอยู่ในขณะนี้
ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า การปรับเปลี่ยนท่าทีของรัฐบาลครั้งนี้เป็นการแก้เกมเพื่อลดแรงเสียดทานของสังคมหรือไม่ นางสาวศิริกัญญาให้ความเห็นว่า เรื่องนี้ตรงไปตรงมา เพราะมีการดึงเข้าดึงออกและเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์หลายรอบ เนื่องจากเริ่มต้นไม่ได้คิดมาอย่างรอบคอบและไม่ได้คำนึงถึงประชาชน เมื่อเจอกระแสคัดค้านก็กลับไปแก้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถือเป็นการดำเนินงานที่ผิดพลาดและไม่ละเอียดรอบคอบต่อความเดือดร้อนของประชาชน
"ดิฉันคิดว่าการที่รัฐบาลดึงเข้าดึงออก ชักเข้าชักออก เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐหลายรอบแบบนี้ ก็ตรงไปตรงมาว่าหลักเกณฑ์เริ่มต้นไม่ได้คิดมาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ไม่ได้เห็นหัวประชาชน พอออกมาแล้วเจอกระแสคัดค้านก็กลับไปแก้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นการดำเนินงานที่ผิดพลาดและไม่ได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆ"
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสหรัฐอเมริกาปรับมาตรการกำแพงภาษีซึ่งไทยได้รับผลกระทบด้วย นางสาวศิริกัญญาชี้แจงว่า ขณะนี้ไทยถูกสอบสวนตามมาตรา 301 ในเรื่องการใช้แรงงานภาคบังคับ ซึ่งถือเป็นเพียง "น้ำจิ้ม" แต่ไทยก็โดนภาษีในระดับสูงสุดที่ 12.5% อยู่ในกลุ่มบน ซึ่งต้องเรียกร้องไปยังรัฐบาลและรองนายกรัฐมนตรี เนื่องจากก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีเคยสั่งการให้เร่งเจรจาให้เสร็จก่อนวันที่ 24 กรกฎาคม แต่สุดท้ายไทยก็ยังถูกเก็บภาษีดังกล่าว
ทั้งนี้สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือการสอบสวนเรื่องการใช้กำลังการผลิตเกินความจำเป็น ซึ่งจะส่งผลหนักกว่าเดิม โดยในการเจรจามีกรอบข้อตกลงเดิมตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 ที่เคยไปตกลงกันไว้ที่มาเลเซีย ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวมีรายละเอียดที่ผูกมัดประเทศไทยพอสมควร อย่างไรก็ตาม ภาษีในรอบ 12.5% นี้ยังไม่กระทบมากนักเพราะมีรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้น เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (Hard Disk Drive) ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักไปสหรัฐฯ ทำให้เบาใจได้ในระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ นางสาวศิริกัญญาได้เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลการเจรจาเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยผู้สื่อข่าวถามว่าควรให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลใช่หรือไม่ ซึ่งนางสาวศิริกัญญาระบุว่า สามารถทำได้ภายใต้กรอบที่เป็นความลับ โดยต้องสื่อสารว่ามีการเพิ่มสินค้าตัวไหนหรือมีมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น กฎระเบียบสินค้าเกษตรตามสหรัฐฯ หรือไม่ โดยเปรียบเทียบกับสมัยรองนายกรัฐมนตรี นายพิชัย ชุณหวชิร ที่มีการเปิดเผยรายละเอียดสินค้าในกระบวนการเจรจาเป็นระยะ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ น้ำมัน หรือเครื่องบิน แต่รอบนี้กลับไม่มีการสื่อสารจนน่ากังวลว่าจะมีข้อตกลงที่ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์โดยไม่รู้ตัว
สำหรับประเด็นการปฏิรูปหน่วยงานราชการ ผู้สื่อข่าวถามถึงแนวคิดของรองนายกรัฐมนตรีที่จะยุบรวมหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนและมาตรการ Early Retire นางสาวศิริกัญญาให้ความเห็นว่า รองนายกรัฐมนตรีปกรณ์ควรแสดงวิธีคิดที่เป็นระบบทั้งหมด ไม่ใช่พูดทีละหน่วยงาน โดยควรเริ่มต้นจากการทบทวนภารกิจครั้งใหญ่ของทุกกระทรวงและกรมว่ายังมีความจำเป็นในรูปแบบเดิมหรือไม่ แล้วจึงค่อยเข้าสู่กระบวนการยุบควบรวมและ Early Retire
ซึ่งโครงการ Early Retire ที่ประกาศรับฟังความเห็นและมีคนเข้ามาร่วมแสดงความเห็นถึง 8,000 คนภายใน 3 วันนั้น สะท้อนว่าโครงการขาดความดึงดูด เนื่องจากให้ค่าชดเชยสูงสุดเพียง 12 เดือน สำหรับคนอายุ 50 ปีขึ้นไปอาจจะดึงดูดบ้าง แต่สำหรับกลุ่มอายุ 40-49 ปีนั้นไม่จูงใจเพราะยังไม่ได้รับบำนาญ อีกทั้งแรงจูงใจที่ให้หน่วยงานจ้างเอาต์ซอส (จ้างคนภายนอก) แทนหากคนออกเกิน 5 คน ก็ไม่น่าจะทำให้หัวหน้าหน่วยงานผลักดันโครงการนี้
นางสาวศิริกัญญา กล่าวว่า โครงการดังกล่าวถือว่าล้มเหลวและทำผิดลำดับขั้นตอน ควรคิดเรื่องการยุบควบรวมหน่วยงานให้เสร็จสิ้นก่อนจึงค่อยทำ Early Retire การที่รองนายกรัฐมนตรีปกรณ์ตั้งเป้าลดกำลังคนจาก 3 ล้านคน เหลือ 2 ล้านคนจึงเป็นไปได้ยากเมื่อโครงการไม่น่าดึงดูด พร้อมทั้งมองว่ารัฐบาลไม่ควรเร่งออกมาตรการแบบ "เช้าอันเย็นอัน" ตามกระแสสังคมหรือความกดดันจากกรรมาธิการ เพราะมาตรการเหล่านี้ไม่สามารถช่วยให้งบประมาณปี 2571 กลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ เนื่องจากรายจ่ายประจำยังคงสูงอยู่ จึงควรใช้เวลาศึกษาอย่างจริงจัง 6 เดือนถึง 1 ปีเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แท้จริง
#ศิริกัญญา #บัตรคนจน #บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ #ปฏิรูปราชการ #รัฐบาล #การเมืองไทย #ภาษีสหรัฐ #พรรคประชาชน #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








