"ภัณฑิล" จี้ "พิพัฒน์" แจงปมย้ายท่าเรือคลองเตย หวั่นกระทบประชาชน
วันที่ 24 ก.ค.69 ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน แถลงข่าวกรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ มีนโยบายการย้ายท่าเรือกรุงเทพหรือท่าเรือคลองเตย ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลใจอย่างมากในช่วง 2 วันที่ผ่านมา โดยนายภัณฑิลระบุว่า ข้อมูลที่รัฐมนตรีชี้แจงนั้นมีความคลาดเคลื่อนจากที่เคยหารือกันไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งในเรื่องพระราชบัญญัติการท่าเรือและการบริหารจัดการพื้นที่ พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการใช้คำว่า "Entertainment Complex" ซึ่งสร้างภาพจำเชิงลบต่อประชาชนคนกรุงเทพฯ แม้รัฐบาลจะพยายามยืนยันว่าไม่มีบ่อนคาสิโนก็ตาม
นายภัณฑิลแสดงความเป็นห่วงต่อการตัดสินใจในครั้งนี้ เนื่องจากเป็นการกำหนดอนาคตพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 2,353 ไร่ รวมถึงส่งผลกระทบต่อระบบขนส่งสินค้าของกรุงเทพฯ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวคลองเตยหลายหมื่นคน โดยตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลใช้ข้อมูลใดและผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่หรือไม่ หรือเป็นเพียงการเปลี่ยนทิศทางนโยบายหลังจากโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ไม่ประสบความสำเร็จ จึงหันมาให้ความสำคัญกับพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพฯ แทน
ทั้งนี้ สส.พรรคประชาชนยืนยันว่าไม่ได้คัดค้านการพัฒนาหรือการลดมลพิษจากรถบรรทุก แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต้องเกิดขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูลจริง แผนงานที่เป็นธรรม และความรับผิดชอบต่อสิทธิ์ที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลยังคงตอบกระทู้ถามในสภาและชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการว่าจะพัฒนาท่าเรือกรุงเทพฯ ให้เป็น "ท่าเรืออัจฉริยะ" ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการตั้งกลไกทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร แต่เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกลับแถลงข่าวเรื่องการย้ายภารกิจขนส่งไปยังท่าเรือแหลมฉบัง และจะนำพื้นที่เดิมไปพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม พื้นที่เชิงพาณิชย์ และท่าเรือท่องเที่ยว จึงตั้งคำถามถึงสาเหตุที่นโยบายเปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน ทั้งที่ยังไม่มีมติคณะรัฐมนตรีหรือผลการศึกษาที่ชัดเจนรองรับ
ในส่วนของผลกระทบต่อภาคประชาชน นายภัณฑิลระบุว่ามีประชาชนกว่า 12,000 ครัวเรือน หรือประมาณ 40,000 คน ที่มีความกังวลต่อโครงการพัฒนาขนาดใหญ่นี้ รัฐบาลควรมีความจริงใจในการแยกแยะผู้เดือดร้อนจริงออกจากกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์ และต้องตอบคำถามพื้นฐานเรื่องสิทธิ์ในการอยู่อาศัยที่เดิม การเข้าถึงสถานศึกษา และบริการสาธารณะให้ชัดเจน อีกทั้งยังมีประเด็นทางเทคนิคเรื่องความพร้อมของท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งโครงการเฟส 2 และเฟส 3 ยังล่าช้าและไม่เสร็จสมบูรณ์ รวมถึงภาระค่าขนส่งที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายเพิ่มขึ้นหากมีการย้ายท่าเรือจริง
"อยู่ดีๆ ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ ทำไมลมมันเปลี่ยนทิศได้ยังไง ท่านไปกินอะไรมาถึงอยู่ดีๆ จะมาแถลงข่าวเรื่องย้ายท่าเรือกรุงเทพฯ มีข้อมูลอะไรใหม่หรือครับที่รัฐบาลกำลังศึกษาอยู่ แล้วผมไม่รู้ว่าจะย้ายแล้วค่อยหาตัวเลขผลการศึกษามารับรองในภายหลัง ประชาชนกว่าสี่หมื่นคนเขามีข้อกังวลอยู่ เพราะฉะนั้นการรับฟังจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก รัฐบาลต้องบอกให้ชัดว่าใครจะเป็นผู้ได้รับสิทธิ์ ค่าใช้จ่ายจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่พูดมาแต่ลอยๆ แล้วสิทธิ์ที่จะได้กลับไปอยู่ในที่เดิม พื้นที่ทำมาหากิน ตลาด โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก จะอยู่ตรงไหน รัฐบาลยังไม่มีแผนอะไรเลย"
นายภัณฑิล กล่าวว่า ท่าเรือ เมือง เศรษฐกิจ และชุมชน ต้องพัฒนาไปพร้อมกันโดยใช้แผนงาน ไม่ใช่คำสั่งลอยๆ จึงขอเรียกร้องให้กระทรวงคมนาคมและการท่าเรือเปิดเผยหนังสือสั่งการ ขอบเขตการศึกษา และแผนแม่บทเดิมทั้งหมดต่อสาธารณะ พร้อมทั้งจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์อย่างจริงจัง โดยหลังจากนี้ตนเองจะทำหนังสือถึงผู้บริหารการท่าเรือเพื่อทวงถามความชัดเจนในประเด็นต่างๆ ต่อไป เพื่อให้การใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐเป็นไปอย่างคุ้มค่าและประชาชนได้ร่วมตรวจสอบการตัดสินใจของรัฐมนตรี








