ที่ดินกว่า 2,353 ไร่กลางกรุงกำลังจะถูกพลิกโฉม ท่าเรือกรุงเทพ หรือที่คุ้นหูกันในชื่อ ‘ท่าเรือคลองเตย’ ใกล้ถูกทอนบทบาทเพื่อหลีกทางให้กับเมกะโปรเจกต์ ทั้งเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์รูปแบบไร้กาสิโน ท่าเรือสำราญ และศูนย์กลางอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม
มองเผินๆ นี่คือจิ๊กซอว์ชิ้นใหญ่ที่จะเนรมิตรายได้มหาศาลกลับสู่การท่าเรือแห่งประเทศไทย แต่คำถามที่ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง โยนลงมากลางวงเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา กลับชวนให้ต้องหยุดคิด... “เรากำลังหลงใหลกับมูลค่าที่ดิน จนลืมมอง ‘ต้นทุนโลจิสติกส์’ ไปหรือเปล่า?”
แนวคิดการรวบศูนย์ขนส่งสินค้าทางเรือไปไว้ที่แหลมฉบังเพียงแห่งเดียว ฟังดูมีเหตุผลในแง่ของการลดปัญหาจราจรติดขัดในเมืองหลวงและบีบอัดต้นทุนการบริหารจัดการ ทว่า เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ จริงอยู่ที่ร่องน้ำเจ้าพระยาทั้งตื้นและคดเคี้ยว ไม่เอื้อต่อเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ เป็นข้อจำกัดที่แก้ไม่ตกมานานนับสิบปี แต่ทำไมสายการเดินเรือถึงยังดึงดันเข้ามาเทียบท่าที่นี่?
คำตอบนั้นตรงไปตรงมา เพราะปลายทางของสินค้าส่วนใหญ่คือผู้บริโภคในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
หากปิดตายคลองเตย ตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมดจะถูกเทไปรวมที่ชลบุรี จากนั้นต้องตีรถบรรทุกหรือขนส่งผ่านระบบรางกลับเข้ามากรุงเทพฯ อีกรอบ ภาระค่าขนส่งที่งอกเงยขึ้นมานี้ ใครจะเป็นคนจ่าย? สุดท้ายคงหนีไม่พ้นกระเป๋าสตางค์ของประชาชนในรูปแบบของราคาสินค้าที่ขยับตัวสูงขึ้น รัฐจึงไม่อาจคำนวณแค่กำไรขาดทุนบนหน้าตักของการท่าเรือฯ เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องกางบัญชีต้นทุนโลจิสติกส์ของทั้งประเทศออกมาประเมินความคุ้มค่าให้รอบด้าน
ลึกลงไปกว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจ คือเรื่องของคน การล้างไพ่พื้นที่คลองเตยไม่ได้หมายถึงการรื้อถอนเครนหรือโกดัง แต่แรงกระเพื่อมนี้จะซัดไปถึงชุมชนกว่า 12,000 หลังคาเรือน รวมถึงกลุ่มแรงงานที่ฝากปากท้องไว้กับระบบนิเวศของท่าเรือ การชดเชยด้วยที่อยู่อาศัยแห่งใหม่อาจไม่ใช่ทางออกที่แก้ปัญหาได้หมดจด รัฐจำเป็นต้องมีโรดแมปที่รัดกุมกว่านั้น ต้องมองทะลุไปถึงการเปลี่ยนผ่านทางอาชีพ การชดเชยรายได้ และสวัสดิภาพของมนุษย์ที่ต้องถูกพรากออกจากพื้นที่ทำกินเดิมอย่างเป็นธรรม
การรวมศูนย์ความเจริญไว้ที่แหลมฉบังเพื่อดึงขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่แนวคิดที่ผิดเพี้ยน หากการศึกษาชี้ชัดว่าทำแล้วคุ้มค่า แต่ศิลปะของการบริหารคือ ‘วิธีการ’ การหักดิบปิดท่าเรือทันทีย่อมสร้างบาดแผลทางธุรกิจ
ทางออกที่ประนีประนอมและเจ็บตัวน้อยกว่า คือการปล่อยให้กลไกตลาดทำหน้าที่ของมัน รัฐเพียงแค่หยุดอัดฉีดงบประมาณซื้ออุปกรณ์ใหม่เข้าคลองเตย ปล่อยให้ของเก่าหมดอายุขัยตามกาลเวลา แล้วหันไปทุ่มสรรพกำลังอัปเกรดแหลมฉบังให้เหนือกว่า เมื่อถึงจุดที่แหลมฉบังตอบโจทย์ได้ดีกว่าทั้งด้านเวลาและราคา ภาคธุรกิจจะค่อยๆ เคลื่อนย้ายตัวเองไปตามครรลองธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้อำนาจรัฐเข้าไปบีบบังคับให้เกิดรอยร้าว
การเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาบริหารพื้นที่ทำเลทองในรูปแบบสัมปทานระยะยาวคือปลายทางที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่สิ่งที่สังคมต้องจับตาคือความโปร่งใสและกติกาที่เปิดกว้างแข่งขันอย่างเป็นธรรม ที่ดินกว่าสองพันไร่ผืนนี้ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นทรัพยากรของชาติ ผลประโยชน์และเม็ดเงินที่งอกเงยจากโปรเจกต์ระดับแสนล้าน จึงควรไหลกลับคืนสู่รัฐและประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช่แค่การตัดเค้กแบ่งชิ้นปลามันให้ตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนเพียงไม่กี่ราย








