วันที่ 23 ก.ค.69 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร ระบุว่า...
ถอดรหัสปมเลื่อนประชุม ก.กลาง: วิกฤตสอบท้องถิ่น '68 กับยุทธศาสตร์เซ็ตซีโร่บัญชีคะแนนใหม่
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในวงการการสอบบรรจุรับราชการส่วนท้องถิ่น เมื่อ นายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ในฐานะเลขานุการ ก.กลาง ได้ร่อนหนังสือด่วนที่สุดขอ "เลื่อนการประชุม ก.กลาง" (ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต.) ที่เดิมกำหนดไว้ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด
ในวันเดียวกันนั้นเอง สถ. ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงเหตุผลว่า กสถ. (คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น) ได้มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกและประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ใหม่ หลังตรวจพบข้อผิดพลาดร้ายแรง: กระดาษคำตอบคลาดเคลื่อน คะแนนไม่ตรงความเป็นจริง และมีผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ (ภาค ก/ภาค ข) หลุดเข้าไปติดบัญชี
คำถามสำคัญที่ตามมาคือ "ทำไมต้องเลื่อนการประชุม ก.กลาง ทั้งที่ กสถ. มีมติยกเลิกไปแล้ว?" และ "กระบวนการนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?"
1. ปมขัดแย้งเชิงอำนาจ: กสถ. หรือ ก.กลาง ใครกันแน่ที่มีอำนาจยกเลิกบัญชี?
หากเรากาง ประกาศ ก.กลาง เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการสอบแข่งขัน พ.ศ. 2560 หมวด 8 ข้อ 30 จะเห็นโครงสร้างอำนาจที่แบ่งไว้อย่างเด็ดขาด:
• ข้อ 30 วรรคหนึ่ง: ในขั้นตอน ก่อนหรือระหว่าง ดำเนินการสอบ หากพบการทุจริตหรือความคลาดเคลื่อน กสถ. มีอำนาจระงับการสอบแข่งขัน ยกเลิกการสอบแข่งขัน หรือระงับการประกาศผลสอบแข่งขันได้
• ข้อ 30 วรรคสอง: กำหนดชัดเจนว่า หากกรณีการสอบนั้น "ได้ประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้แล้ว" อำนาจตามวรรคหนึ่งจะ ตกเป็นของ ก.กลาง (ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต.) ร่วมกัน
จุดสลบทางกฎหมาย: การที่แถลงการณ์ของ สถ. ระบุว่า "กสถ. มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกและประกาศขึ้นบัญชีใหม่" หากตีความตามตัวอักษร ย่อมเกิดข้อโต้แย้งทันทีว่า กสถ. กระทำเกินขอบเขตอำนาจ (Ultra Vires) เพราะเมื่อขึ้นบัญชีไปแล้ว อำนาจสั่งยกเลิกตามกฎหมายต้องเป็นของ ก.กลาง เท่านั้น
2. ช่องว่างเชิงโครงสร้าง (Structural Gap): ผู้ถือพยานหลักฐาน vs ผู้ทรงอำนาจ
แม้ข้อกฎหมายจะยกอำนาจให้ ก.กลาง แต่ในทางปฏิบัติกลับเกิด "ช่องว่างเชิงโครงสร้าง" ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้:
• กสถ. เป็นองค์กรเดียวที่ครอบครองพยานหลักฐานต้นทางทั้งหมด ตั้งแต่การออกข้อสอบ เก็บรักษา ตรวจกระดาษคำตอบ และประมวลผลระบบ IT
• ก.กลาง แม้จะมีอำนาจตามข้อ 30 วรรคสอง แต่ไม่ได้เป็นผู้ถือกระดาษคำตอบหรือระบบประมวลผลไว้ในมือ
ดังนั้น หาก กสถ. ยังตรวจนับและจัดทำรายงานสรุปผลคะแนนที่แท้จริงไม่เสร็จสิ้น ก.กลาง ก็ไม่สามารถเปิดประชุมเพื่อออกมติใดๆ ได้เลย เพราะหากดันทุรังประชุมโดยปราศจากข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว มตินั้นย่อมเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทันที
3. ถอดรหัสเหตุผลที่แท้จริง: ทำไมต้อง "เลื่อนการประชุม"?
เมื่อนำคำชี้แจงของ นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ที่ระบุว่า "ต้องรอให้ กสถ. ทำงานเสร็จก่อน บังเอิญว่าไม่ทันวันที่ 23 ก.ค. 69 จึงต้องขยับออกไป" มาวิเคราะห์ร่วมกับหลักกฎหมาย จะพบเหตุผลซ่อนอยู่ 2 มิติหลัก:
1)การปรับทิศทางทางกฎหมาย (Procedural Correction): กสถ. อาจตระหนักแล้วว่า หาก กสถ. จะยกเลิกบัญชีเอง อาจเสี่ยงต่อการถูกฟ้องเพิกถอน จึงปรับกระบวนทัศน์ให้ กสถ. ทำหน้าที่เป็นเพียง "ผู้เสนอพยานหลักฐาน/ความเห็น" แล้วย้ายอำนาจชี้ขาดในการออกประกาศยกเลิกและขึ้นบัญชีใหม่ไปให้ ก.กลาง ทั้งสาม เป็นผู้ออกมติให้ถูกต้องตามข้อ 30 วรรคสอง
2) การสร้างเกราะป้องกันในชั้นศาล (Substantive Proof): การเปลี่ยนแปลงบัญชีกระทบสิทธิของคนจำนวนมาก ทั้งผู้ที่อาจโดนตัดชื่อออกเพราะตกเกณฑ์จริง และผู้ที่ลำดับขยับขึ้น/ลง สถ. จึงต้องเตรียม Audit Trail (ประวัติตรวจสอบ) รายบุคคลให้รัดกุม 100% ก่อนนำเข้า ก.กลาง เพื่อรองรับการถูกฟ้องต่อศาลปกครองในอนาคต
4. บทเรียนจากศาลปกครองสูงสุด: การจัดสอบที่ผิดกฎหมาย = คำสั่งบรรจุแต่งตั้งเป็น "โมฆะ" แต่แรก
สำหรับผู้ที่อาจเสียประโยชน์และเตรียมฟ้องโต้แย้ง หากดูแนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. 255/2565 (ประชุมใหญ่) จะเห็นบรรทัดฐานสำคัญว่า:
หากการสอบแข่งขัน เป็นการจัดสอบที่ไม่ได้มาตรฐานตั้งแต่ขั้นตอนการออกข้อสอบ การตรวจข้อสอบ และการประมวลผลคะแนน อันเป็นการจัดสอบโดยผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง แม้ต่อมาคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัด (ก.ท.จ.) มีมติบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้ และนายกเทศมนตรีตำบลได้อาศัยมติดังกล่าวมีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานเทศบาล ประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของเทศบาลตำบล และคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งพนักงานเทศบาล ซึ่งเป็นผลมาจากประกาศดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีลักษณะผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง โดยทางกฎหมายถือเสมือนว่าไม่มีการออกคำสั่งทางปกครองนั้น (Nullity) จึงไม่จำต้องเพิกถอนคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งพนักงานเทศบาล ดังนั้น คำสั่งเทศบาลตำบลที่สั่งให้พนักงานเทศบาลออกจากราชการจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
หมายความว่าอย่างไร?
• คนที่ติดบัญชีเดิมเพราะคะแนนคลาดเคลื่อน: ไม่ได้มีสิทธิมาตั้งแต่ต้น ทางกฎหมายถือว่าคำสั่งบรรจุนั้นเป็นโมฆะมาแต่แรก รัฐจึงสามารถยกเลิกและให้ออกจากราชการได้ทันทีโดยไม่ต้องสั่งเพิกถอนสิทธิใดๆ
• การจัดเรียงคะแนนใหม่: จึงไม่ใช่การ "ริบสิทธิ" แต่เป็นการ "คืนสิทธิที่ถูกต้องให้แก่คนที่สอบผ่านจริงโดยสุจริต" เพื่อรักษาระบบคุณธรรมของระบบราชการนั่นเอง
สรุปภาพรวมและก้าวต่อไป
การเลื่อนประชุม ก.กลาง เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือการชะลอการแก้ปัญหา หากแต่เป็น "ยุทธศาสตร์บริหารความเสี่ยงทางกฎหมาย (Legal Risk Management)" เพื่อปิดช่องโหว่เรื่องอำนาจตามข้อ 30 วรรคสอง และใช้เวลาเซ็ตทำพยานหลักฐานให้รัดกุมที่สุดก็เป็นได้
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้:
1)เมื่อ ก.กลาง เปิดประชุม มติที่ออกมาจะมีการ "เห็นชอบ" การตรวจสอบของ กสถ. เพื่อลบล้างข้อบกพร่องทางขั้นตอน (Curing the defect) หรือไม่
2) การประกาศบัญชีใหม่จะสร้างแรงกระเพื่อมต่อผู้ติดบัญชีเดิมมากน้อยเพียงใด และจะมีการรวมตัวยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่!
บทส่งท้าย
การสอบแข่งขันของรัฐมิใช่เป็นเพียงกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ แต่เป็นสัญญาที่รัฐให้ไว้กับประชาชนว่า "คนที่มีความรู้ความสามารถ จะได้รับโอกาสอย่างเป็นธรรม"
หากวันหนึ่งประชาชนเชื่อว่า คะแนนสอบสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ระบบคุณธรรมย่อมล่มสลาย แต่หากรัฐสามารถพิสูจน์ความจริง แก้ไขความผิดพลาด และดำเนินการทุกขั้นตอนโดยเคารพหลักนิติธรรม ความเชื่อมั่นของประชาชนก็จะกลับคืนมา
ในท้ายที่สุด คดีสอบท้องถิ่นครั้งนี้ จึงมิใช่เป็นเพียงคดีทุจริตสอบ หากแต่เป็นบททดสอบว่า ประเทศไทยจะสามารถรักษา "ระบบคุณธรรม" ไว้ได้ โดยไม่ละทิ้ง "หลักนิติธรรม" หรือไม่ และบางที คำตอบของคำถามนี้ อาจสำคัญยิ่งกว่าผลการสอบของผู้เข้าสอบคนใดคนหนึ่งเสียอีก
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
23/7/69
#สอบท้องถิ่น68 #กกลาง #กสถ #สอบท้องถิ่น #กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น #ข้าราชการท้องถิ่น #ศาลปกครอง #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








