วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงข่าวภายหลังการประชุมติดตามเรื่องสิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของ นายเอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังทางการเมือง ตามที่มีผู้ร้องเรียนจากองค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชนและตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ
โดยในที่ประชุมเช้าวันนี้ได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และเรือนจำกลางคลองเปรม เข้ามาชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับอาการป่วยและแนวทางการรักษา ซึ่งทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้แสดงความมั่นใจในมาตรฐานการรักษา แต่ขณะเดียวกันก็เข้าใจถึงความกังวลของสังคมและผู้ร้องเรียน จึงได้ยืนยันต่อคณะกรรมาธิการว่า หลังจากที่นายเอกชัยเข้ารับการส่องกล้องกับทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในวันจันทร์หน้าแล้ว ทางโรงพยาบาลจะพิจารณาส่งตัวนายเอกชัยไปรับการตรวจจากผู้เชี่ยวชาญภายนอกเพื่อให้ได้ความเห็นที่สอง หรือ Second Opinion เพื่อพิจารณาว่าแนวทางการรักษาที่ผ่านมาของโรงพยาบาลราชทัณฑ์มีความถูกต้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับผู้เชี่ยวชาญหรือไม่
ด้านนายนัสรี พุ่มเกื้อ ผู้อำนวยการและตัวแทนของ เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง (ThumbRights) เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า นายเอกชัยเป็นผู้ต้องขังคดีทางการเมืองมาตรา 110 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นฎีกา โดยถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม
สำหรับอาการป่วยนั้น นายเอกชัยได้เขียนจดหมายระบุว่ามีอาการปวดท้องมาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนที่ผ่านมา และมีความกังวลต่อการรักษาเนื่องจากไม่ได้รับการตรวจด้วยวิธีซีทีสแกน (CT Scan) จนกระทั่งเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน นอกจากนี้ยังมีประวัติเคยป่วยเป็นโรคฝีในตับจากการติดเชื้อระหว่างถูกคุมขังในอดีต
ส่วนอาการในปัจจุบันพบว่ามีอาการตับโต ม้ามโต ต่อมลูกหมากโต มีปัญหาปัสสาวะไม่สุด เคยมีอาการฮีทสโตรก รวมถึงมีภาวะน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น ซึ่งเป็นข้อสมมติฐานที่อาจนำไปสู่อาการที่รุนแรงได้ โดยในวันนี้ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์น้อมรับข้อเสนอของกรรมาธิการในการส่งตัวไปให้แพทย์ภายนอกวินิจฉัยเพื่อหาความเห็นที่สอง เพื่อสร้างความมั่นใจและความโปร่งใสในการตอบคำถามสังคม
ขณะที่นางสาวณัฏฐธิดา มีวังปลา ผู้ที่เข้าเยี่ยมนายเอกชัยเป็นประจำ ระบุว่าขณะนี้กำลังรอผลการตรวจเลือดและการส่งตัวออกไปตรวจยังโรงพยาบาลภายนอกตามคำมั่นสัญญาที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์ให้ไว้ในที่ประชุม โดยทางกลุ่มยังยืนยันความต้องการให้นายเอกชัยได้รับการตรวจอย่างละเอียดด้วยวิธีเอ็มอาร์ไอ (MRI) และการตรวจเลือดเพื่อหาผลการรักษาที่แม่นยำที่สุด เพื่อให้ทราบสาเหตุที่แท้จริงของอาการป่วยและหาแนวทางรักษาที่ถูกต้องต่อไป
นอกจากนี้คณะกรรมการฯ ยังแถลงระบุถึงความเห็นของ นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ แพทย์จากภายนอกที่ได้ร่วมศึกษาเวชระเบียนซึ่งมีข้อจำกัดด้านข้อมูล แต่พบประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการตับและม้ามโต รวมถึงต่อมลูกหมากโตที่จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วน
ซึ่งนอกจากกรณีของนายเอกชัยแล้ว คณะกรรมาธิการยังได้ร่วมกับสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) หารือถึงภาพรวมของระบบการดูแลผู้ต้องขังตามหลักการมาตรฐานสากล หรือ Mandela Rules (ข้อกำหนดแมนเดลา) ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ร่วมผลักดันเพื่อให้มีการปรับปรุงสิทธิพื้นฐานของผู้ต้องขังให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างมีคุณภาพ
โดยมีการระบุถึงงบประมาณของกรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรมที่ใช้ในการปรับปรุงเรือนจำทั้ง 142 แห่งให้สอดคล้องกับมาตรฐานนี้ ซึ่งงบประมาณปีปัจจุบันอยู่ที่กว่า 7,000 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2570 ตั้งไว้ที่ 6,800 กว่าล้านบาท ทั้งนี้คณะกรรมาธิการได้ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบตัวชี้วัด (KPI) ว่าเป็นไปตามเกณฑ์ 100% หรือไม่ พร้อมทั้งสะท้อนปัญหาความแออัดในเรือนจำและจำนวนผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีที่ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ โดยในอนาคตกรรมาธิการมีแผนที่จะนำเสนอรายงานต่อสภาเพื่อยกระดับสิทธิการรักษาพยาบาลและข้อเสนอการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม เพื่อลดความแออัดและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป








