วันที่ 21 ก.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า...
"สามารถ" เบรกแรง "ไอซ์ รักชนก" มีสติอย่าใช้อารมณ์! ชี้อย่าจับ "ช้างชนเสือ" ปม กสทช. พร้อมส่งกำลังใจ "หมอสรณ-ไตรรัตน์" ยึดหลักนิติธรรมทำงานเพื่อประชาชน
[บทวิเคราะห์นิติศาสตร์–รัฐศาสตร์] กรณี กสทช. : แยกแยะบทบาท ยึดหลักนิติธรรม และการปฏิบัติตามกรอบกฎหมายมหาชน
จากกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์สถานะของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. รวมถึงการพาดพิงและกดดัน คุณไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ผมขอเสนอข้อสังเกตในมุมของกฎหมายมหาชนและหลักรัฐศาสตร์ โดยยึดหลักข้อเท็จจริงและกระบวนการทางกฎหมายเป็นสำคัญ ดังนี้ครับ
1. อย่าจับช้างชนเสือ! กรณี “ชิมไปบ่นไป” เทียบเคียงกันไม่ได้ทางกฎหมาย
มีความพยายามหยิบยกกรณีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดี “ชิมไปบ่นไป” ของอดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช มาเปรียบเทียบกับกรณีของประธาน กสทช. เพื่อชี้ให้เห็นถึงประเด็นเรื่องการรับประโยชน์หรือการดำรงตำแหน่งซ้อนกัน
อย่างไรก็ตาม ในทางนิติศาสตร์ การเทียบเคียงดังกล่าวมีข้อจำกัดอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเป็นการนำข้อเท็จจริงและบทบัญญัติของกฎหมายคนละฉบับ คนละบริบท และคนละโครงสร้างอำนาจรัฐมาอธิบายปะปนกัน กรณีของนายสมัคร เป็นการวินิจฉัยตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญว่าด้วยสถานะของนายกรัฐมนตรี ขณะที่กรณีของ กสทช. ต้องพิจารณาตาม พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 โดยเฉพาะมาตรา 8 (2) และ (3) มาตรา 18 และมาตรา 26 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเฉพาะที่กำหนดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และการขัดกันแห่งผลประโยชน์ไว้โดยตรง
อย่าจับ “ช้าง” มาชนกับ “เสือ” เพราะแม้จะเป็นสัตว์ใหญ่เหมือนกัน แต่ก็มีธรรมชาติและกติกาคนละแบบ การนำคดี “ชิมไปบ่นไป” มาใช้เป็นบรรทัดฐานโดยตรงกับกรณีของ กสทช. จึงเข้าข่ายเป็นการปรับใช้กฎหมายโดยคลาดเคลื่อน
2.ต้องแยกแยะ “ประธาน กสทช.” กับ “รักษาการเลขาธิการฯ” ออกจากกันอย่างชัดเจน
ประธาน กสทช. ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามกฎหมาย ส่วน คุณไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ในฐานะรักษาการเลขาธิการ กสทช. เป็นผู้บริหารสำนักงานและผู้รับผิดชอบงานด้านธุรการและการปฏิบัติการประจำ แม้ทั้งสองตำแหน่งจะอยู่ในองค์กรเดียวกัน แต่มีฐานะทางกฎหมาย อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การวิพากษ์วิจารณ์จึงต้องพิจารณาตามกรอบของแต่ละบุคคล ไม่ควรรวมเรื่องแล้วลุกไล่ฝ่ายปฏิบัติการตามกระแสสังคม
3.ปม “องค์ประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ” คือหัวใจสำคัญของข้อพิพาท
นอกจากประเด็นเรื่องคุณสมบัติแล้ว ยังมีข้อสังเกตสำคัญในทางกฎหมายมหาชนว่า การประชุมของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 มี "องค์ประชุมครบถ้วนและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดหรือไม่" เพราะในทางกฎหมายมหาชน ความชอบด้วยกฎหมายของ “กระบวนการ” มีความสำคัญเท่ากับ “ผลของมติ” หากองค์ประชุมไม่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย มติต่างๆ ย่อมส่งผลต่อความสมบูรณ์ในทางกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ตามขั้นตอนของศาล ไม่ใช่การตัดสินเอาเอง
4.ส่งกำลังใจให้ทั้ง "หมอสรณ" และ "คุณไตรรัตน์" เดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ต่อ
หลักการสำคัญของกฎหมายมหาชน คือ การเข้าดำรงตำแหน่ง การปฏิบัติหน้าที่ และการพ้นจากตำแหน่ง ต้องเป็นไปตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด ตำแหน่งที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หากหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปเองโดยยังไม่มีคำสั่งศาลหรือกระบวนการชี้ขาด ย่อมเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องฐาน "ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่" (ม.157) ผมจึงขอส่งกำลังใจให้ทั้งท่านประธาน หมอสรณ และ คุณไตรรัตน์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ทุกท่าน ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอย่างเต็มกำลัง เพื่อไม่ให้ภารกิจการกำกับดูแลสื่อและโทรคมนาคมของประเทศต้องเกิดสุญญากาศ
5.ฝากข้อคิดถึง คุณไอซ์ รัชนก: การตรวจสอบต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและหลักนิติธรรม
ผมขอฝากเตือนด้วยความห่วงใยไปยัง คุณไอซ์ รัชนก และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย การตรวจสอบการใช้ออำนาจรัฐเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของตัวบทกฎหมาย มีสติ และแยกแยะบทบาทหน้าที่ให้ออก ไม่ควรรีบร้อนตัดสินหรือใช้อารมณ์ไลฟ์สดไล่บี้บุคคลทีละคน เพราะ "บ้านเมืองและองค์กรกำกับดูแลระดับชาติไม่ใช่ของเล่น" การนำคดีคนละประเภทมาเปรียบเทียบกัน หรือการตัดสินผ่านกระแสสังคมก่อนกระบวนการทางกฎหมายจะสิ้นสุด ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของกระบวนการยุติธรรม
ประเทศไทยจะเข้มแข็งและเดินหน้าได้อย่างมั่นคง เมื่อทุกฝ่ายเคารพกติกาเดียวกัน ยอมให้กฎหมายทำหน้าที่ตัดสิน ไม่ใช่อารมณ์หรือกระแสสังคมครับ








