วันที่ 21 ก.ค.69 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์" ระบุว่า...
รบ.ถังแตกหรือไม่? รีบแจงความจริงกับ ปชช. ขืนช้าจ่อเดินหน้าพัง ตำหนิ “เอกนิติ” หักด้ามพร้าด้วยเข่า ตัดสิทธิ์คนจน ก่ออารมณ์เดือดประทุ เชื่อนายกฯ-สส. เอาตัวรอด ส่อลอยแพ “เทคโนแครต”
เมื่อ 20 ก.ค. 2569 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวในรายการประเทศไทยต้องมาก่อน รัฐบาลชุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ อยู่ในสถานการณ์งบประมาณถังแตกหรือไม่ จึงลดจำนวนสิทธิ์คนจนกว่า 9 ล้านคนเพื่อประหยัดงบประมาณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
บัตรคนจนหรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจึงสะท้อนวิธีการบริหารจัดการของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลังและรองนายกฯ ซึ่งไม่ได้เป็นนักการเมือง แต่เป็นนักเทคโนแครต พวกดรีมทีมของพรรคภูมิใจไทยนำมาบริหารประเทศด้านเศรษฐกิจ แล้วมาลดจำนวนสิทธิ์คนจนเพื่อลดภาระงบประมาณของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในสมัยรัฐบาลชุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ได้ให้สิทธิ์คนจนขึ้นทะเบียนประมาณ 13 ล้านคน แล้วรัฐบาลถัดมาพัฒนาเพิ่มสิทธิ์ในคนจนมากไปถึง 19 ล้านคน กระทั่งมาถึงรัฐบาลชุดนายอนุทิน ในปัจจุบันต้องการลดลงคนจนลงไป 9.3 ล้าน หรือครึ่งต่อครึ่ง แต่จำนวนคนจนขึ้นทะเบียนยังมากอยู่ดี
นายจตุพร กล่าวว่า บัตรคนจน หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ผู้มีรายได้น้อยใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเดือนละ 300 บาทต่อคน หรือวันละ 10 บาท ซึ่งมีความหมายต่อคนจนที่ใช้สิทธิ์ประมาณ 19 ล้านคนอย่างมาก ซึ่งสะท้อนว่า ประชากร 1 ใน 3 ของประเทศต้องหาเงินวันละ 10 บาทมารวมกับรายได้อย่างอื่นเพื่อยังชีพในแต่ละวัน
อีกทั้งย้ำว่า เมื่อรัฐบาลเริ่มมีงบประมาณเข้าสู้สถานการณ์ถังแตกและต้องการประหยัดงบประมาณปีละ 3.3 หมื่นล้านหรือเดือนละ 2.7 พันล้านที่คนจนได้สิทธิ์ แต่บัตรคนจนกลับสะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของประเทศ เพราะการลดงบประมาณของรัฐบาลกลับเลือกกระทำกับคนจนก่อน มากกว่าไปจัดการคนรวย หรือ ข้าราชการ (ขรก.) ที่มีรายได้สูง เรียกว่า เป็นรีดเลือดจากปู ดังนั้นจึงเกิดปัญหาขึ้น
พร้อมทั้งเชื่อว่า เมื่อนายกฯ กลับจากจีน เรื่องนี้คงไม่ตามใจนายเอกนิติ รองนายกฯ เพราะต้องรับผิดชอบทางการเมือง สิ่งสำคัญ รองนายกฯ รับผิดชอบทางเศรษฐกิจต้องพูดความจริงกับประชาชน โดยกล้าบอกสถานะของประเทศว่า เราอยู่สถานการณ์ถังแตกด้านงบประมาณใช่หรือไม่ และจำเป็นต้องรีดงบประมาณจากส่วนไหนบ้าง
ขณะเดียวกัน การปฏิรูประบบราชการต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมลดหรือยุติการใช้งบประมาณขยายหน่วยงานไม่จำเป็น นอกจากนี้ ต้องแก้ปัญหาเงินนอกงบประมาณจำนวนมากที่ค้างไว้ในบางองค์กร ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ เพราะเป็นสมบัติของชาติ อีกอย่างสภาพรัฐถังแตกจึงนำพาประเทศไปไม่ได้ ต้องบอกความจริงให้ประชาชนให้รับรู้
"ต้องพูดความจริงกับประชาชน ไม่มีก็บอกไม่มี แต่ละส่วนต้องลดงบประมาณอย่างไร แต่ละหน่วยงานขยาย ขรก.เกินความจำเป็นจนเกิดฝีแตกในการสอบราชการท้องถิ่นด้วยวิธีการบัดซบ แต่การตัดงบประมาณกลับมาลงดาบคนจนก่อน"
นายจตุพร กล่าวว่า สิ่งสำคัญประเทศไม่ได้ออกแบบมาให้เป็นรัฐสวัสดิการ เพราะนำสมบัติประเทศไปขายให้เอกชนทั้งในและต่างประเทศ การบริหารจัดการเช่นนี้จึงย้อนแย้งกับการเป็นรัฐสวัสดิการ และการตัดงบประมาณคนจนย่อมทำให้ สส.เดือดร้อน
“รองนายกฯ เอกนิติ ไม่ได้สัมผัสประชาชนในพื้นที่ การตัดงบคนจนเมื่อ สส.ลงพื้นที่ ประชาชนต้องตำหนิอย่างรุนแรง เพราเคยได้ก็ไม่ได้และชีวิตลำบากจริง ซึ่งจะทนไม่ไหว จึงเป็นเรื่องใหญ่ของรัฐบาลและนักการเมืองแบกรับได้ แล้วยังให้คำตอบกับชาวบ้านไม่ได้อีก ยิ่งจะลามไปกันใหญ่”
นายจตุพร เปรียบเทียบว่า คนจนเดือดอารมณ์ประทุยื่นอุทธรณ์สิทธิ์เกือบ 3 ล้านคน ซึ่ง อารมณ์เช่นนี้เหมือนกับการรื้อข้อสอบราชการท้องถิ่นเช่นกัน ดังนั้นรัฐบาลต้องพูดความจริงกับประชาชนว่า มีงบประมาณเหลือเท่าไร และทำทุกกระบวนการแล้ว ไม่ใช่มาลงทัณฑ์กับคนจนอย่างเดียวก่อน โดยเชื่อว่า ถ้าไม่ไหวจริงๆ คนก็พร้อมยอมอดไปด้วยกัน แต่ไม่ใช่มาเลือกแตะกับคนจน คนส่วนอื่นไม่ยอมแตะ
“การแก้ปัญหาของรัฐบาลทุกเรื่องนั้น ต้องเริ่มด้วยได้ความจริงก่อน ถ้าปัญหาประชนมีจริงอย่าได้สนใจปัญหาเบื้องหลัง ถ้ารื้องบทุกอย่างแล้ว เราจะอยู่ได้วันไหน และต้องพูดความจริง แต่ละส่วนหรือหน่วยงานต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างไรกันบ้าง ถ้าเอาแต่หักด้ามพร้าด้วยเข่า รัฐบาลอยู่ไม่ได้นาน และให้ประชาชนอยู่ใต้คำสั่งตลอดก็พังเช่นกัน”
#จตุพร #การเมืองไทย #รัฐบาล #เศรษฐกิจไทย #ตัดสิทธิ์คนจน #เอกนิติ #ข่าวการเมือง #วิกฤตเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








