iLaw ชี้หลักฐานฮั้ว สว. โยงบิ๊กรัฐบาล 'พริษฐ์' รับลูกจี้ กกต. อย่าตัดตอนช่วยคนผิด
วันที่ 21 ก.ค.69 ที่อาคารรัฐสภา นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) พร้อมคณะ ได้เข้ายื่นหลักฐานและข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ต่อ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบเครือข่ายนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลังขบวนการดังกล่าว
ผู้อำนวยการ iLaw เปิดเผยว่า ได้ติดตามและตรวจสอบกระบวนการเลือก สว. มาตั้งแต่ต้น และเคยแถลงข่าวที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เพื่อเรียกร้องให้ กกต. เร่งส่งฟ้องคดีของ สว. ทั้ง 138 คน และเครือข่ายรวม 229 คน ต่อศาลฎีกาโดยเร็วที่สุด เนื่องจากเห็นว่าที่ผ่านมา กกต. ดำเนินการอย่างล่าช้าและขาดความเป็นอิสระ
ข้อมูลที่นำมามอบให้วิปฝ่ายค้านในครั้งนี้ประกอบด้วยรายชื่อรัฐมนตรีและ สส. รวม 9 ท่าน ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว เริ่มจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี (ขณะเกิดเหตุปี 2567 เป็นรองนายกรัฐมนตรี) ซึ่งมีพยานระบุว่าผู้สมัคร สว. กลุ่ม 14 เคยเข้าพบที่รัฐสภาเพื่อขอให้ช่วยประสานงาน
โดยนายอนุทินได้ให้หมายเลขโทรศัพท์ของนางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้ประสานงาน นอกจากนี้หลังเสร็จสิ้นการเลือก สว. เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 ยังพบพยานยืนยันว่านายอนุทินได้ร่วมประชุมกับ สว. กว่า 100 คน ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ เพื่อกำหนดตัวประธานและรองประธาน สว. ซึ่งผลการเลือกจริงก็เป็นไปตามที่ตกลงกัน
รายที่สองคือนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี โดยมีพยานระบุว่ามีการสั่งการผ่านผู้สมัคร สว. ในโรงแรมณัฐพงษ์ แกรนด์ จังหวัดหนองบัวลำภู ให้แบ่งรายชื่อกลุ่มผู้สมัครให้ชัดเจนเพื่อนำส่งนายทรงศักดิ์ และมีการเสนอค่าตอบแทน ซึ่งพยานคนดังกล่าวภายหลังได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย สว. โดยได้รับเงินเดือนแต่ไม่ได้ไปปฏิบัติงานจริง
รายที่สามคือนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ขณะนั้นเป็นรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย) ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ออกแบบกลไกวางแผนส่งผู้สมัครลงในพื้นที่จังหวัดที่มีอำเภอน้อย โดยมีการขอเงินสนับสนุนให้ผู้สมัครคนละ 10,000 บาท และหากเข้ารอบระดับประเทศจะได้รับเพิ่มเป็น 40,000 บาท
รายที่สี่คือนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล มีข้อมูลว่าคนขับรถของนายกรวีร์ได้พาผู้สมัคร สว. ไปร่วมประชุมที่โรงแรมวังยาวริเวอร์ไซด์ จังหวัดนครนายก และโรงแรมมารวยการ์เด้น โดยมีการเปิดห้องพักให้ผู้สมัครจากจังหวัดอ่างทองหลายคน ซึ่งต่อมาพบว่าผู้สมัครเหล่านั้นและเลขานุการส่วนตัวของนายกรวีร์ได้รับเลือกเป็น สว.
รายที่ห้าคือนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พบว่ามีการแต่งตั้งเครือญาติเป็นที่ปรึกษาซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็น สว. และมีข้อมูลว่านางนาที รัชกิจประการ ภรรยาของนายพิพัฒน์ พร้อมบุตรสาว ได้เข้าร่วมประชุมเตรียมการเลือก สว. ที่โรงแรมธาราแกรนด์ ปทุมธานี
รายที่หกคือนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถูกระบุว่าให้ผู้สมัคร สว. กลุ่มเกษตรกรรมเข้าพบที่กระทรวงพาณิชย์เพื่อตกลงและให้ลงชื่อในใบลาออกล่วงหน้า
รายที่เจ็ดนางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีข้อมูลว่าสามีของเธอเป็นผู้ชักชวนคนมาสมัคร สว. ที่จังหวัดอำนาจเจริญ โดยจ่ายเงินค่าป่วยการ 6,000 บาท และมีการใช้รีสอร์ทสุขสำราญเป็นสถานที่ประชุม
รายที่แปดนายพิชัย ชมภูพล สส.พรรคภูมิใจไทย จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบยอดเงินโอนเข้าบัญชี 500,000 บาท ในช่วงก่อนเลือก สว. และผู้ช่วย สส. ของนายพิชัยยังถูก DSI ดำเนินคดีฟอกเงินจากการโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. หลายราย
และรายสุดท้ายคือนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีพยานยืนยันว่าอยู่ในห้องประชุมจัดทำโพยหมายเลขผู้สมัครที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดอยุธยา แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธว่าเพียงแค่ไปให้กำลังใจผู้สมัครที่รู้จักกันก็ตาม
ด้านนายพริษฐ์ กล่าวขอบคุณ iLaw พร้อมยืนยันว่าข้อมูลเหล่านี้ตอกย้ำว่าขบวนการทุจริตเลือก สว. ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นขบวนการขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง ข้อมูลบางส่วนสอดคล้องกับที่พยานเคยให้ไว้กับวิปฝ่ายค้านก่อนหน้านี้ โดยฝ่ายค้านจะใช้ทุกกลไกที่มี ทั้งการตรวจสอบในกรรมาธิการและการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมที่จะถึงนี้เพื่อติดตามเรื่องนี้อย่างเข้มข้น และจะมีการจัดเสวนาเปิดข้อมูลพยานบุคคลชุดใหม่ในวันอาทิตย์นี้ที่รัฐสภา พร้อมกันนี้ยังได้แสดงความกังวลต่อบทบาทของ กกต. ในการพิจารณาคดี
"ผมคิดว่าสิ่งที่อยากจะเชิญชวนสังคมร่วมกันจับตาดู ณ เวลานี้ คือการตรวจสอบไม่ให้ กกต. นั้นตัดตอนให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล ขบวนการตัดตอนที่อาจจะเกิดขึ้นได้นั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การที่ กกต. ยกคำร้องทั้ง 229 คน แต่สิ่งที่เรากังวลใจคือการตัดตอน 3 ประเภท ประเภทที่ 1 คือการตัดตอนให้เหลือเฉพาะผู้ปฏิบัติการ เพื่อทำให้เครือข่ายนักการเมืองระดับสั่งการไปไม่ถึงศาล ประเภทที่ 2 คือการตัดตอนให้เรื่องไปถึงศาลแค่บางจังหวัด ทั้งที่ขบวนการนี้จะสำเร็จได้ต้องครอบคลุมหลายจังหวัดทั่วประเทศ และประการสุดท้าย คือการตรวจสอบไม่ให้มีการตัดตอนในลักษณะที่เป็นการสังเวยน้ำเงินอ่อนเพื่อปกป้องน้ำเงินเข้ม คือการเลือกตัดตอนผู้ที่อยู่ไกลจากศูนย์อำนาจเพื่อหวังจะปกป้องคนที่อยู่ใกล้ชิดกับศูนย์อำนาจที่แท้จริง ดังนั้นเราต้องร่วมกันตรวจสอบไม่ให้เกิดการตัดตอนทั้ง 3 รูปแบบนี้ และต้องทำให้ กกต. ส่งเรื่องทั้งหมดไปที่ศาลอย่างตรงไปตรงมา" นายพริษฐ์ กล่าว
นายพริษฐ์ เปิดเผยว่า จะตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยยืนยันว่าจะใช้กลไกทั้งในและนอกสภาอย่างเต็มที่เพื่อติดตามประเด็นความโปร่งใส โดยเฉพาะข้อกังวลเกี่ยวกับผลการประเมินการทำงานของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่ได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่ต่อ แม้ก่อนหน้านี้จะมีกระแสข่าวว่าผลคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินก็ตาม ซึ่งตนมองว่าปัญหาใหญ่ในปัจจุบันคือการที่ประเทศไทยมีองค์กรอิสระที่เป็นอิสระจากประชาชน จนขาดความยึดโยงและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
จากการติดตามเสียงสะท้อนพบว่าประชาชนจำนวนมากไม่พอใจต่อการทำหน้าที่ของ กกต. ทั้งในประเด็นความล่าช้าของการดำเนินคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงการเตรียมการเลือกตั้งปี 2569 ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568 ซึ่งพบข้อพิรุธหลายประการ เช่น กรณีการพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่อาจส่งผลกระทบต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยลับ แต่ปัจจุบันประชาชนกลับขาดช่องทางในการตรวจสอบ เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ตัดสิทธิการเข้าชื่อถอดถอนโดยรัฐสภาออกไป ทำให้เหลือเพียงระบบการประเมินและปกป้องกันเองภายในองค์กร แม้จะประเมินไม่ผ่านก็สามารถทบทวนผลได้
ในส่วนของมาตรการตรวจสอบ พรรคฝ่ายค้านจะใช้กลไกสภาประสานงานกับคณะกรรมาธิการชุดที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอเอกสารสำคัญคือ สัญญาว่าจ้างนายแสวงในฐานะเลขาธิการ กกต. ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการพิสูจน์ความจริง นอกจากนี้ยังตั้งใจที่จะใช้สิทธิเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมหน้า โดยจะครอบคลุมทั้งเรื่องคดีทุจริตเลือก สว. และประเด็นอื่นๆ ที่ส่งผลให้ไม่สามารถไว้วางใจรัฐบาลได้ ซึ่งจะมีการหารือร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อกำหนดช่วงเวลาและบุคคลที่จะถูกอภิปรายอย่างชัดเจนต่อไป
สำหรับการดำเนินคดีโกง สว. นายพริษฐ์ยืนยันว่าจะตรวจสอบทุกคนที่เกี่ยวข้องโดยไม่ละเว้น หากมีเบาะแสหรือข้อมูลชุดใหม่เข้ามาก็จะนำมาพิจารณาทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ตนมีความกังวลว่าแม้หลักฐานในคดีจะมีความชัดเจน ทั้งเรื่องสถานที่ วันเวลา และตัวบุคคล ซึ่งหน่วยงานตรวจสอบสามารถเข้าถึงได้มากกว่าภาคประชาชน แต่ กกต. กลับมีความล่าช้าและส่อว่ามีภาวะผลประโยชน์ทับซ้อน ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็อยู่ในสภาวะปล่อยเกียร์ว่างเพื่อรอดูมติจากทาง กกต. ก่อนจะดำเนินการ
ความกังวลสำคัญคือหาก กกต. มีการตัดสินในลักษณะที่เป็นการตัดตอนหรือเป่าคดี จะส่งผลให้ดีเอสไอใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ดำเนินคดีในฐานความผิดฟอกเงินและอั้งยี่ด้วยหรือไม่ ซึ่งส่อเค้าว่าอาจมีการฮั้วกันระหว่างหน่วยงานตรวจสอบเพื่อปกป้องผู้กระทำผิด
ขณะที่นายยิ่งชีพได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางการเงินในขบวนการนี้ว่า จากการเก็บข้อมูลพยานพบว่าส่วนใหญ่มีการจ่ายเป็นเงินสด ทำให้ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยข้อมูลเส้นเงินที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นเพียงส่วนน้อยของขบวนการที่ไม่ได้ระมัดระวังเพียงพอเท่านั้น








