รัฐบาลผนึกกำลัง คลัง-มหาดไทย-คมนาคม ตั้งโต๊ะแถลงด่วน ชี้แจงแนวทางการอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังประชาชนแห่ยื่นทะลุ 2.9 ล้านราย เผยสาเหตุหลักติดล็อกปัญหารถยนต์ เตรียมชง ครม. ปรับเกณฑ์ช่วยคนจนตัวจริง ล้างปมซากรถ-โอนลอย-ถูกสวมชื่อ-มีชื่อเป็นนักเรียน พร้อมขยายเวลายื่นทบทวนสิทธิ์ถึง 20 ก.ย. 2569
วันนี้ (20 ก.ค. 69) นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า รัฐบาลรับทราบถึงเสียงสะท้อนของประชาชนและไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยกระทรวงมหาดไทยจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ขยายระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์ออกไปจนถึงวันที่ 20 ก.ย. 2569 จากเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ก.ค. 2569
นอกจากนี้ ยังเตรียมบูรณาการกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อตรวจสอบกรณีที่ประชาชนตกเกณฑ์เพราะถูกแอบอ้างชื่อไปเป็นกรรมการบริหารบริษัท หรือตกเป็นบัญชีม้าในธุรกิจสีเทาโดยไม่รู้ตัว
ขณะที่ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวเสริมว่า กรมการปกครองได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานรับเรื่องทบทวนสิทธิ์แบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ณ ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง และสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทาง อำเภอจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลงพื้นที่เพื่อไปรับเรื่องและอำนวยความสะดวกถึงในระดับพื้นที่
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีประชาชนจำนวนมากไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ว่า กระทรวงคมนาคมขออภัยในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น เนื่องจากหลักเกณฑ์และระเบียบต่าง ๆ ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้การช่วยเหลือไปถึงผู้ที่สมควรได้รับสิทธิมากที่สุด แต่เมื่อเข้าสู่การปฏิบัติจริงกลับพบข้อจำกัดบางประการ ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบและเกิดความกังวล
ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกได้พยายามอำนวยความสะดวกและรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนอย่างเต็มที่ โดยประเด็นที่พบมากที่สุด คือ การถือครองกรรมสิทธิ์รถยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยหลักเกณฑ์ปัจจุบันกำหนดว่า ผู้มีสิทธิจะต้องไม่มีกรรมสิทธิ์รถยนต์ ยกเว้น 4 กรณี ได้แก่ รถจักรยานยนต์ที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถสามล้อ รถยนต์สี่ล้อรับจ้าง และรถที่ใช้เพื่อการเกษตร ซึ่งสามารถถือครองได้ไม่เกินคนละ 1 คัน
อย่างไรก็ตาม จากการรับเรื่องร้องเรียนพบปัญหาหลัก 4 กรณี ได้แก่ 1. ประชาชนยังมีชื่อครอบครองรถเก่าที่มีมูลค่าต่ำและไม่ได้ใช้งานมานาน แต่ยังไม่ได้แจ้งยกเลิกทะเบียนออกจากระบบ 2. รถสูญหายหรือสิ้นสภาพการใช้งานแล้ว 3. รถที่ขายไปแล้วแต่เป็นการโอนลอย จึงยังไม่มีการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ และ 4. กรณีถูกนำชื่อไปสวมสิทธิ์ซื้อรถของผู้อื่น
จากปัญหาดังกล่าว กระทรวงคมนาคมได้ทำหนังสือถึงกระทรวงการคลังเพื่อขอให้ทบทวนหลักเกณฑ์ โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก สำหรับข้อเสนอของกระทรวงคมนาคม ประกอบด้วย การไม่นำรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี มานับรวมในการพิจารณาคุณสมบัติ และไม่นำรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 15 ปี มาเป็นเหตุให้ขาดคุณสมบัติ รวมถึงเสนอปรับหลักเกณฑ์การถือครองรถจักรยานยนต์ จากเดิมที่กำหนดให้ถือครองได้เพียง 1 คัน เป็นให้ผู้ที่มีรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี จำนวนไม่เกิน 2 คัน และยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระ สามารถได้รับสิทธิได้
ส่วนกรณีรถที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ แต่สิ้นสภาพการใช้งานแล้ว ประชาชนสามารถแจ้งสำนักงานขนส่งจังหวัดให้ตรวจสอบและจัดทำบันทึกข้อเท็จจริงได้ เช่นเดียวกับกรณีรถที่จอดทิ้งไว้ ไม่ได้ใช้งาน และไม่ได้ต่อทะเบียน ก็สามารถแจ้งให้สำนักงานขนส่งบันทึกข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประกอบการอุทธรณ์ได้
สำหรับกรณีรถที่ขายไปแล้ว แต่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ ประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลกับสำนักงานขนส่งจังหวัดได้ หากมีหลักฐานการซื้อขายจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา แต่หากไม่มีหลักฐาน ก็สามารถให้ถ้อยคำและบันทึกข้อเท็จจริงไว้เป็นหลักฐานได้เช่นกัน ขณะที่ผู้ที่ไม่เคยซื้อรถ แต่ถูกนำชื่อไปสวมสิทธิ์ซื้อรถของผู้อื่น ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อกรมการขนส่งทางบกได้ โดยเจ้าหน้าที่จะรับบันทึกข้อเท็จจริงและดำเนินการตรวจสอบข้อมูลต่อไป
เพื่ออำนวยความสะดวกและลดภาระการเดินทางของประชาชน กรมการขนส่งทางบกได้จัดทำแบบฟอร์มร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ประชาชนสามารถยื่นข้อมูลผ่านหน่วยงานในพื้นที่ ก่อนส่งกลับมายังกรมการขนส่งทางบกเพื่อตรวจสอบและใช้ประกอบการอุทธรณ์ พร้อมยืนยันว่า กระทรวงคมนาคมจะพยายามแบ่งเบาภาระของประชาชนให้มากที่สุด และผู้ที่สมควรได้รับสิทธิต้องได้รับสิทธิอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยังมีการทบทวนหลักเกณฑ์สำหรับนักเรียนและนักศึกษา โดยเฉพาะผู้เรียนในระบบการศึกษานอกระบบ เช่น กศน. และผู้เรียนอาชีวศึกษานอกระบบ ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าเป็นกลุ่มที่เข้าศึกษาเพื่อเพิ่มทักษะและพัฒนาความสามารถในการประกอบอาชีพ จึงมีแนวทางปรับหลักเกณฑ์เพื่อไม่ให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวถูกตัดสิทธิ์เพียงเพราะมีสถานะเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา โดยกระทรวงการคลังจะพิจารณาคุณสมบัติจากองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย ไม่ได้ใช้สถานการณ์เป็นนักเรียนหรือนักศึกษาเป็นเหตุในการตัดสิทธิ์เพียงอย่างเดียว
ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยตัวเลขว่า ขณะนี้มีผู้มายื่นขอทบทวนสิทธิ์แล้วประมาณ 2.9 ล้านราย โดยกว่าร้อยละ 40 ไม่ผ่านเกณฑ์เนื่องจากการถือครองรถยนต์ ต้องยอมรับว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง ซึ่งหลังจากนี้กระทรวงการคลังก็เร่งรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเข้าสู่คณะกรรมการบัตรประชารัฐ ในการกำหนดเงื่อนไขข้อยกเว้นเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับความเดือดร้อนจริง และเร่งเสนอ ครม. โดยตั้งเป้าให้ประชาชนกลุ่มใหม่ได้รับสิทธิ์ทันภายในวันที่ 1 ตุลาคมนี้
ส่วนกรณีที่มีนักเรียนในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ สกร. บางส่วนไม่ผ่านเกณฑ์การได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นั้น เบื้องต้นมีการยื่นอุธรณ์เข้ามาแล้ว 4.5 หมื่นราย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการเพื่อพิจารณาปรับหลักเกณฑ์ในส่วนของนักเรียนนักศึกษาที่อยู่ในนอกระบบ ยืนยัน กลุ่มบุคคลเหล่านี้ที่มีความยากจน และเข้าข่ายได้รับบัตรสวัสดิการของรัฐ จะไม่ถูกตัดสิทธิ์แน่นอน
ขณะที่กรณีผู้ที่มีชื่อโผล่ว่ามีรายได้จนถูกตัดสิทธิ์ เนื่องจากถูกนายจ้างแอบอ้างชื่อไปหักภาษี ณ ที่จ่ายนั้น นายวินิจ ระบุว่า กระทรวงการคลังยินดีรับเรื่องร้องเรียน และจะเร่งดำเนินการติดตามผู้กระทำผิดพร้อมทั้งคืนสิทธิ์ให้กับประชาชนผู้เดือดร้อนอย่างรวดเร็วที่สุด
สำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ แต่เคยได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เดือนละ 1,000 บาท ทันที ด้วยการกดยืนยันรับสิทธิในแอปเป๋าตัง ตั้งแต่เดือนส.ค.-ก.ย. 2569 โดยกระทรวงการคลัง จะนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 21 ก.ค. 2569 นี้ จำนวน 6 ล้านราย เพื่อครอบคลุมจำนวนกลุ่มที่ไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าได้กังวล หากไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ก็จะได้สิทธิไทยช่วยไทยพลัส








