วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมโนโวเทล สุขุมวิท 20 นายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวในงานฟอรั่มผู้นำฝ่ายค้านหัวข้อ “เกิด แก่ เจ็บ โกง คนไทยจะออกจากวงจรนี้อย่างไร” โดยเปิดเผยถึงวิกฤตการณ์การได้มาซึ่งสัญชาติไทยของกลุ่มทุนข้ามชาติที่เข้ามาทำธุรกิจสีเทา ซึ่งระบุว่าสิ่งที่กลุ่มคนเหล่านี้ต้องการมากที่สุดคือ “สัญชาติไทย” เพื่อใช้เป็นตั๋วใบแรกในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกับคนไทย ทั้งการซื้อสูติบัตรให้บุตรเพื่อเป็นใบเบิกทางในการออกบัตรประชาชน มีชื่อในทะเบียนบ้าน และเปิดบัญชีธนาคาร โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการถือครองกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ บ้าน และที่ดินได้ครบ 100% เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจของตนในอนาคต
สำหรับกระบวนการดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 110,000 บาท ต่อการซื้อสัญชาติหนึ่งครั้ง ซึ่งจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมพบว่าขบวนการนี้มีการติดต่อผ่านแชทลับระหว่างกลุ่มพ่อแม่ชาวจีนกับนายหน้าในประเทศไทย โดยนายหน้าจะประสานงานกับเจ้าหน้าที่เวชระเบียนในโรงพยาบาลเพื่อแก้ไขเอกสารรับรองการเกิดหรือเอกสารสิทธิ์ต่าง ๆ และมีการว่าจ้างชายไทยมาสวมสิทธิ์เป็นพ่อ หรือที่เรียกว่า "พ่อทิพย์" แทนพ่อตัวจริงที่เป็นชาวจีน จากนั้นจะนำเอกสารที่แก้ไขแล้วไปยื่นต่อสำนักงานเขตเพื่อออกสูติบัตรไทยทันที ซึ่งถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากไม่มีการตรวจสอบหรือสอบสวนพยานบุคคลตามระเบียบและกฎหมายที่กำหนดไว้
นายปิยรัฐให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันพบโรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพมหานครมากกว่า 6 แห่ง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำคลอดเด็กในขบวนการนี้ไปแล้วประมาณ 150-200 คน และจากเบาะแสที่ได้รับคาดการณ์ว่าตัวเลขล่าสุดอาจพุ่งสูงถึงเกือบ 1,000 คน ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง หากเปรียบเทียบกับโมเดลภูเขาน้ำแข็ง เงินจำนวน 110,000 บาท คือสิ่งที่มองเห็นเหนือน้ำ แต่สิ่งที่อยู่ใต้ฐานคือต้นทุนแฝงที่คนไทยต้องแบกรับ ทั้งการสร้างอาณาจักรและเครือข่ายระบบนิเวศของกลุ่มทุนสีเทาที่ไม่ต้องอาศัยบริษัทนอมินีอีกต่อไป แต่จะเข้ามาทำลายระบบเศรษฐกิจฐานรากจนทำให้ผู้ประกอบการและ SMEs ไทยต้องเผชิญกับความยับเยิน
ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือผลกระทบในระยะยาวอีก 10-20 ปีข้างหน้า เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นมาจะมีสถานะเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย ซึ่งได้รับสิทธิ์ทั้งการสอบเข้ารับราชการและการลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ ในฐานะผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนจึงเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรปล่อยให้ข้าราชการทำงานในเชิงตั้งรับเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีข้อเสนอเชิงรุกด้วยการนำระบบนิติวิทยาศาสตร์ หรือการตรวจ DNA มาใช้ควบคู่กับการพิจารณาในกรณีที่พบกลุ่มเสี่ยงก่อนที่จะมีการอนุมัติออกสูติบัตร เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์และรักษาอธิปไตยของชาติในระยะยาว








