วันที่ 17 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ทั้งนี้มีการพิจารณาในส่วนของกองทัพบก ทั้งนี้ พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม ได้เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมเพื่อตอบข้อซักถามของคณะกรรมาธิการฯ ในประเด็นงบประมาณด้านบุคลากรของกองทัพที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความคืบหน้าการปรับลดกำลังพลทุกระดับ ตั้งแต่นายทหารชั้นนายพล ชั้นประทวน จนถึงอาสาสมัคร
พล.อ.ธราพงษ์ เปิดเผยว่า กระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพมีความเข้าใจถึงความจำเป็นของรัฐบาล ทั้งในแง่ของภาระทางการคลัง ปัญหาเศรษฐกิจ ตลอดจนสถานการณ์ความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาคต่าง ๆ เช่น ตะวันออกกลาง โดยยืนยันว่ากองทัพมีความพร้อมในการรองรับและปรับตัวต่อทุกสถานการณ์
สำหรับข้อสงสัยที่ว่า เหตุใดงบประมาณด้านบุคลากรของกระทรวงกลาโหมจึงเพิ่มสูงขึ้น ทั้งที่มีนโยบายปรับลดขนาดกองทัพ ปลัดกระทรวงกลาโหม ระบุว่า งบประมาณที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นการตั้งงบเพื่อรองรับ นโยบายการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐของรัฐบาล ที่กำหนดให้มีการปรับเพิ่มเงินเดือนขึ้น 10% ภายในระยะเวลา 2 ปี ซึ่งส่งผลให้ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีมีอัตราเงินเดือนเริ่มต้นที่ 18,000 บาท
ปลัดกระทรวงกลาโหม ย้ำว่าส่วนมาตรการการลดขนาดกองทัพ ทุกกองทัพยังคงเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการตาม แผนจัดหากำลังพลระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) ซึ่งกำหนดเป้าหมายในการลดอัตรากำลังพลลงร้อยละ 5 หรือคิดเป็นจำนวน 14,598 นาย โดยผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ที่เริ่มต้นปรับลดไปแล้ว 3,370 นาย จนถึงปัจจุบันกองทัพสามารถปรับลดกำลังพลลงไปได้แล้วทั้งสิ้น 10,274 นาย ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์และเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้
นอกจากนี้ ในส่วนของการปรับลด "นายทหารชั้นนายพล" รวมถึงนายทหารชั้นปฏิบัติการผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กระทรวงกลาโหมมีแผนระยะยาวครอบคลุม 20 ปี (พ.ศ. 2551 - 2571) ในการปรับลดอัตราตำแหน่งลงร้อยละ 50 ซึ่งการดำเนินการในปัจจุบันยังคงเป็นไปตามกรอบเป้าหมายที่กำหนดอย่างเคร่งครัด
ส่วนความคืบหน้า "โครงการพลทหารอาสา" ตามนโยบายของรัฐบาล โดยเปิดรับสมัครทหารกองเกินอายุ 18-20 ปี และ 22-26 ปี เข้ามาเป็นพลทหารอาสาสมัครด้วยความสมัครใจ ภายใต้เงื่อนไข ดังนี้ รูปแบบการจ้าง ทำสัญญาจ้างครั้งละ 4 ปีรายได้และสวัสดิการ: เงินเดือน 12,090 บาท พร้อมค่าตอบแทนพิเศษ 2,280 บาท (เฉลี่ยวันละ 96 บาท เท่ากับอัตราค่าประกอบเลี้ยงของทหารประจำการ)
โครงการดังกล่าวจะแบ่งการทำงานออกเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2570 - 2573 โดยตั้งเป้ารับสมัครปีละ 25,000 นาย ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่จะช่วยปรับลดโควตาการเรียกเกณฑ์ทหารในแต่ละปีลงตามลำดับ
"หากโครงการนี้ได้รับการตอบรับและดำเนินการได้บรรลุเป้าหมาย ควบคู่ไปกับจำนวนยอดผู้สมัครใจเกณฑ์ทหารในแต่ละปี จะส่งผลให้ยอดการเรียกเกณฑ์ทหารแบบเดิมลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือท้ายที่สุดอาจจะสามารถยุติการเรียกเกณฑ์ทหารในอนาคตได้เลย" พลเอก ธราพงษ์ กล่าว








