“โฆษกวิปวุฒิสภา” เดือด! แถลงตอบโต้ "ณัฐพงษ์-ศิริกัญญา" แกนนำพรรคประชาชน ซัดพฤติกรรมไม่ต่างจากเพจไอโอสร้างเฟกนิวส์ ปมดิสเครดิตร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ยันชัดบัญชีท้ายร่างไม่เคยแก้เพื่อเอื้อคดีฮั้ว สว. พร้อมกางกฎหมายศาลเยาวชนฯ ตอกกลับเยาวชนมีทางออกหากทำผิดแล้วสำนึก ฉะลัทธิบางลัทธิหยุดล้างสมองเด็ก หนีคดีแล้วลอยแพ
วันที่ 10 ก.ค.2569 เวลา 09.30 น.ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) และเลขานุการคณะกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือกฎหมายนิรโทษกรรม แถลงข่าวชี้แจงกรณีที่พรรคประชาชนออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านสื่อในลักษณะที่คลาดเคลื่อน และสร้างความสับสนให้แก่สังคมอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งการชี้แจงออกเป็น 3 ประเด็น 1.ขอความกรุณาจากพรรคประชาชน โดยเฉพาะ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อย่าบิดเบือนข้อมูลเรื่องบัญชีท้ายร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่พยายามเชื่อมโยงไปถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของสมาชิกวุฒิสภา หรือ "คดีฮั้ว สว." ข้อเท็จจริงคือ วุฒิสภาไม่ได้มีการแก้ไขเนื้อหาเดิมที่ผ่านมาจากสภาผู้แทนราษฎรเลย มีเพียงการเพิ่มเติมความผิดที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 และ พ.ศ. 2558 เท่านั้น ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง หรือคดีฮั้ว สว. ตามที่กล่าวอ้าง พฤติกรรมดังกล่าวขัดกับสิ่งที่พรรคชอบพูดว่ายึดมั่นในระบบรัฐสภา แต่กลับไม่ยอมรับมติเสียงส่วนใหญ่ จึงอยากให้ยอมรับความจริงและหยุดทำเพจในลักษณะไอโอ (IO) สร้างข่าวปลอม (Fake News)
นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า กรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน มักนำคำว่า "เยาวชน" มาบังหน้าเพื่อผลักดันการนิรโทษกรรมมาตรา 112 ทางวุฒิสภาจึงจำเป็นต้องเพิ่มข้อความในมาตรา 11 วรรคสอง เพื่อชี้ชัดว่า กฎหมายฉบับนี้จะ "ไม่นิรโทษกรรมให้ในทุกกรณีที่เกี่ยวกับมาตรา 112" เพื่อป้องกันไม่ให้สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกนำมาผูกโยงกับความขัดแย้งทางการเมือง และไม่สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้ลัทธิบางลัทธิไปหลอกใช้เยาวชน ซึ่งในข้อกฎหมายว่า ฝ่ายนิติบัญญัติควรทราบดีอยู่แล้วว่า ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มีมาตรการช่วยเหลือบำบัดฟื้นฟูเยาวชนที่กระทำความผิดในทุกคดีอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ 1.มาตรา 90/1 (ชั้นสอบสวน/อัยการ) หากเยาวชนยอมรับผิด คณะกรรมการจะทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูและคุมประพฤติ โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีอาญา 2.มาตรา 132 (ชั้นศาล) หากคดีถึงศาล ศาลมีอำนาจสั่งให้สถานพินิจฯ จัดทำแผนฟื้นฟูทดแทนการลงโทษจำคุก และหากปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน ศาลจะสั่งจำหน่ายคดี ทำให้เยาวชนไม่มีประวัติอาชญากรรมติดตัว
"กฎหมายปกติเปิดโอกาสให้กลับตัวกลับใจอยู่แล้ว แต่หัวหน้าพรรคประชาชนกลับบอกว่าไม่มีทางออก พยายามเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่แต่เนื้อหาเดิม อ้างว่าปกป้องเยาวชนแต่กลับปล่อยให้เยาวชนหนีคดีและลอยแพความรับผิดชอบ" นายพิสิษฐ์ กล่าว
โฆษกวิปวุฒิ กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นสุดท้ายที่พรรคประชาชนอ้างว่า การปิดช่องนิรโทษกรรม ม.112 เป็นการตัดอนาคตเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มที่โพสต์ข้อความโดยไม่มีเจตนานั้น ตนขอตั้งคำถามกลับว่า ระบบการศึกษาไทยปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มาโดยตลอด แต่กลับมีความพยายามจากผู้ใหญ่บางกลุ่มไปปลุกปั่นให้เกิดการลบหลู่สถาบันผ่านเฟกนิวส์ วุฒิสภาไม่ได้ต้องการตัดอนาคตของเยาวชน แต่ต้องการ "ตัดไฟแต่ต้นลม" ไม่ให้ใครใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือทำลายชาติและสถาบัน รวมถึงเป็นบันไดทางการเมือง จึงขอเรียกร้องให้หยุดบิดเบือนข้อเท็จจริง และหยุดพฤติกรรมแบบ "ลัทธิส้ม" ที่ไม่เน้นข้อกฎหมาย แต่เน้นยอดไลก์ ยอดแชร์ โพสต์สะใจแล้วลบ อ้างเป็นคนรุ่นใหม่แต่ยังยึดติดอยู่กับอดีตปี 2475
"ผมสงสารน้อง ๆ ที่ไม่ได้เข้าใจบริบทที่แท้จริง แล้วไปยกย่องฮีโร่แบบผิด ๆ ฮีโร่แบบไหนที่หนีคดีความ และไม่รับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำ วุฒิสภาไม่ได้ต้องการตัดอนาคตเยาวชน แต่เราปฏิเสธที่จะให้ใครใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือทำลายสถาบันหลักของชาติ และใช้เป็นบันไดทางการเมือง เราจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลม ดีกว่าปล่อยให้ไฟลามจนไหม้บ้านพังทั้งหลัง" นายพิสิษฐ์ กล่าวและว่า ขอเรียกร้องให้พรรคประชาชนหยุดสร้างวาทกรรมบิดเบือนเพื่อสร้างความแตกแยก และขอให้เลิก "ลัทธิส้ม" ที่ไม่เน้นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย แต่เน้นเพียงยอดไลก์ ยอดแชร์ และโพสต์สะใจไปวัน ๆ อ้างเป็นคนรุ่นใหม่แต่ยังจมปลักอยู่กับอดีตปี 2475








