วันที่ 8 ก.ค.2569 เวลา 16.55 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)สร้างเสริมสังคมสันติสุข หลังจากที่วุฒิสภาส่งร่างกฎหมายที่แก้ไขกลับมาให้สภาฯพิจารณาว่าจะยืนยันให้ความเห็นชอบหรือไม่ โดยวุฒิสภามีการแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติมจากในชั้นสภาผู้แทนราษฎร ไม่ให้นิรโทษกรรมความผิดมาตรา112 แก่เด็กและเยาวชน อายุต่ำกว่า 18ปี
โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า การแก้ไขของ สว. โดยเฉพาะมาตรา 11 กําลังจะทําให้เนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้ ห่างไกลจากเป้าหมายในการสร้างเสริมสันติสุขมากขึ้นกว่าเดิม ตนคิดว่าสภาฯของเราตกผลึกร่วมกันว่า กลไกของการนิรโทษกรรม เป็นกลไกที่สามารถมีส่วนในการช่วยคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองได้ แต่สภาแห่งนี้ ก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ว่า การนิรโทษกรรมแบบไหน ที่จะสามารถคลี่คลายความขัดแย้ง และสร้างเสริมสังคมสันติสุขได้จริง
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า การสร้างเสริมสังคมสันติสุขได้ ต้องไม่ใช่การนิรโทษกรรมแบบสองมาตรฐาน ที่พอเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองของคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะปิดสถานที่ราชการ ล้อมคูหาเลือกตั้ง เราพร้อมจะลบล้างความผิด โอบรับเขากลับเข้าคืนสู่สังคม แต่พอเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองของคนอีกกลุ่มหนึ่ง แม้ว่าอาจจะเป็นเพียงการแชร์โพสต์ในเฟซบุ๊ก แม้ผู้กระทําอาจอายุน้อยกว่า 18 ปี เรากลับไปตีตราเขา ว่าการกระทําเขานั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยกโทษให้ได้ ดังนั้น สิ่งที่สภาแห่งนี้ กําลังผลักดัน และที่ สว.มีการแก้ไข กําลังจะเดินหน้าสู่การนิรโทษกรรมแบบสองมาตรฐาน คือ 1.สําหรับผู้ที่ถูกดําเนินคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 2.มาตรฐานสําหรับผู้ที่ถูกดําเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตราอื่น ๆ รวมถึงบางมาตราที่มีโทษร้ายแรงมากกว่ามาตรา 112 ด้วย
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา พรรคประชาชนพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะป้องกันสภาวะสองมาตรฐานเช่นนี้ถึงสามครั้ง แม้ในวันนั้น พวกตนเองจะตั้งคําถามว่า กลไกมาตรา 11 นี้จะสามารถช่วยเยาวชนได้จริงแค่ไหน ตนเองเคารพเจตนารมณ์ของผู้เสนอ ที่ต้องการใช้กลไกดังกล่าว ช่วยเยาวชนจริง ๆ แต่พอเดินทางมาถึงตรงนี้ เจตนารมณ์ของผู้เสนอในวันนั้น และของเสียงข้างมากในสภาในวันนั้น ก็ถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิง โดย สว.ที่มีการเพิ่มวรรคสองเข้ามาในมาตรา 112 ระบุชัดเจนว่า ห้ามใช้กลไกดังกล่าวมาช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ถูกดําเนินคดี มาตรา 112
"สิ่งที่พวกผม และพรรคประชาชนย้ำมาตลอด คือหากเราต้องการสร้างประตูบานหนึ่งขึ้นมา เพื่อพยายามนําพาประชาชนทุกกลุ่ม ที่พัวพันกับความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต ให้ก้าวไปสู่สังคมสันติสุข ที่เราพยายามจะสร้าง เรายืนยันว่า ประตูบานนั้น ต้องเป็นประตูที่เปิดกว้างกับคนทุกกลุ่ม และปฏิบัติกับคนทุกคนด้วยมาตรฐานเดียวกัน แต่สิ่งที่สภาแห่งนี้กําลังจะทํา คือกําลังจะบอกกับประชาชนบางกลุ่มว่า สังคมสันติสุขที่อยู่ข้างหลังประตูบานนี้ ไม่ต้อนรับพวกเขา ไม่อนุญาตให้เขา เดินผ่านประตูนี้ไปได้ แล้วพอพวกเราพยายามเสนอว่า ไปสร้างประตูอีกบานหนึ่งได้หรือไม่ อาจจะต้องเดินอ้อมไปอีกสักนิด ผ่านไปได้ยากกว่า มีเงื่อนไขที่ต้องพิสูจน์มากกว่า สภาแห่งนี้ก็ไม่ยอม เราจึงบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ขอให้ประตูอีกบานหนึ่ง เป็นประตูขนาดเล็กเพียงพอแค่เฉพาะเด็กและเยาวชนที่เดินผ่าน แต่สภาแห่งนี้ก็ยังไม่ยอม จนมาถึงวันนี้ เสมือนกับว่าเสียงข้างมากของสภาในวันนี้ กําลังจะเดินไปที่ประตูเล็กๆ ที่เปิดไว้อยู่ แล้วปิดประตูสนิทใส่หน้าพวกเขา เพิ่มล็อกอีกหลายชั้น เพื่อจะบอกกับสังคมว่า สังคมสันติสุขที่อยู่หลังประตูบานนั้น ไม่ต้อนรับพวกเขา" นายพริษฐ์ กล่าว
นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า ตนทราบดีว่า วันนี้พวกตนเองเป็นเสียงข้างน้อย เสมือนก้อนหินก้อนเล็กๆ ที่คงไม่มีน้ำหนักพอ ที่จะค้ำให้ท่านปิดประตูไม่ได้ แต่ในฐานะก้อนหินก้อนเล็กๆ ไม่กี่ก้อน ถ้าการมีอยู่ของพวกเรา จะทำให้ท่านปิดประตูได้ยากขึ้น พวกตนเองก็ต้องทำ ขอทิ้งท้ายข้อสังเกตว่า ยิ่งท่านฝืนปิดประตูแรงเท่าไหร่ ประตูบานนั้นจะยิ่งพังเร็วขึ้น สิ่งสุดท้ายที่ตนเองอยากจะเห็นพังทลายลงมา คือเป้าหมายที่ตนเองเคยเชื่อว่า สภาแห่งนี้มีร่วมกันในการสร้างสังคมสันติสุข พวกเรายืนยันว่า การจะสร้างได้นั้น จะต้องเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมที่ไม่เลือกข้าง ไม่เลือกปฏิบัติ และเป็นธรรมทุกกลุ่ม
“ด้วยเหตุผลดังกล่าว ประกอบกับความชัดเจนที่ยังไม่ได้รับว่า ทําไมบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.นี้ ถึงต้องมีการบรรจุ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พวกผมจึงเห็นควรให้มีการตั้งกรรมาธิการร่วมขึ้นมา เพื่อทบทวนสิ่งที่ สว.มีการแก้ไข และเพื่อทําให้เราพิจารณาประเด็นที่เราไร้คําชี้แจงได้อย่างรอบคอบมากขึ้น” นายพริษฐ์ กล่าว








